วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

เนื้อสัตว์ ไม่ใช่ชีวิตสัตว์

Iut Tui15 เมษายน 16:36

@ เนื้อสัตว์ ไม่ใช่ชีวิตสัตว์
@การกินเนื้อสัตว์ ไม่ใช่การฆ่าสัตว์
@ การกินเนื้อสัตว์เป็นประโยชน์ การฆ่าสัตว์เป็นโทษ

การนำเรื่องสองเรื่องที่ต่างกันมารวมเข้าด้วยกัน
หรือไม่แยกออกจากกัน

อาจทำให้เกิดความไขว้เขวได้

เมื่อเราแยกออกจากกันเราจะเห็นว่า
เราสามารถเลือกรับเอาแต่ฝ่ายประโยชน์ได้
เพราะเราไม่เอามาปนกัน

การที่สัตว์ถูกฆ่าตายแล้วโดยเขาไม่ได้
ตั้งใจฆ่าเพื่อเรา เราจึงไม่มีส่วนอะไรกับ
การฆ่าของเขาเลย

เราไม่ได้เบียดเบียนชีวิตสัตว์
เราไม่ได้เบียดเบียนร่างกายสัตว์

สิ่งที่เรากินเป็นเพียงแต่ธาตุที่มีอยู่ก่อนที่
จะมีชีวิตของสัตว์เข้าไปครองในกายของมันด้วยซ้ำ

ธาตุต่างๆ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
มนุษย์ถ่ายออกกลายเป็น
อาหารของต้นไม้
หนอนกินใบไม้
ไก่กินหนอนอีกที
เวียนกลับมาที่คนกินไก่

แท้จริงแล้วเรากินไก่จริงหรือ?
หรือเรากินธาตุที่หมุนเวียนในธรรมชาติ
เรากินเนื้อไก่ หรือเรากินจิตวิญญาณของมัน
เราได้เบียดเบียนมัน หรือ
ทำให้มันทุกข์ตรงไหนไหม?

ทางฝากโน้นมักประโคมว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงฉันเนื้อ เพราะความเมตตาของพระองค์

เจ้าแม่เจ้าพ่ออะไรของเขาก็ไม่กินเนื้อ
จึงยกตนข่มท่านเอาว่าการกินเนื้อเลวทราม
เพราะถ้าไม่มีใครกินเนื้อ ก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย
เรื่องเพ้อเจ้อจริงๆ
ด้วยไม่มีมนุษย์คนไหนเลยจะเหมือนกัน
บางคนมักโกรธ เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นเพื่อตน

ขณะที่บางคนมีเมตตาสละชีวิตตนเพื่อคนอื่น

ไม่มีทางเป็นไปได้ว่าหากเราไม่กิน
คนอื่นก็จะไม่มีใครจะกิน
ถ้าเป็นอย่างเขาคิดจริงๆแล้ว ในเมื่อเขาก็ไม่ได้กินเนื้อแล้ว ทำไมวันนี้โลกยังมีการฆ่าสัตว์อีกเล่า
ก็เขาไม่กินแล้วไม่ใช่หรือ?

โลกนี้ไม่ได้แคบอย่างใครคิด
โลกไม่ได้มีศาสนาเดียว

ยิ่งเอาพระพุทธองค์ หรือพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
มาอ้างว่าท่านเหล่านั้นก็ไม่กินเนื้อ ไม่รู้ว่าเอาอะไรมาพูด

หากพระพุทธองค์ยังทรงบริโภคผัก หรือบริโภคเนื้อนั่นคงไม่ใช่พระพุทธเจ้าแล้ว
เพราะพระองค์ทรงเห็นธาตุเป็นเพียงธาตุ พระองค์จึงไม่ได้บริโภคผัก หรือ
บริโภคเนื้อ
แต่พระองค์ทรง ..บริโภคธรรม

เรื่องไม่กินเนื้อนี้
พระเทวทัตเคยทูลขอ แต่พระองค์ไม่ให้ตามที่ขอมา
เจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหลาย ไม่ได้มีอยู่ในศาสนาพุทธ
ที่มีอยู่เดิม
เป็นเรื่องสร้างกันขึ้นมาใหม่ เพราะฝากโน้น

พระอาจไม่กินเนื้อสัตว์ แต่บางนิกายพระมีเมียมีลูกได้
วัดตกทอดด้วยมรดกจากพ่อไปสู่ลูก เพราะเติมเรื่องเข้าไป
ทีละนิดเท่านั้น วันนี้พระมีเมียจึงเป็นเรื่องปกติไป


เถรวาทยึดถือเอาตามดั้งเดิมที่มี ในพุทธกาล
...เราไม่เติมของใหม่เข้า
...เราไม่เอาของเดิมออก

หากใครอยากตัด อยากเติม
เชิญท่านเริ่มนิกายใหม่ตามใจท่าน
ขอให้โชคดี

มีใครอยากเติม เรื่องใหม่ทีละนิด
เข้าใน พุทธทางเถรวาท บ้างไหม?

ความปรารถนาของผู้ตั้งกลุ่ม"เพื่อนธรรม"

Iut Tui14 เมษายน 18:53
มีความเชื่อว่า ผู้ตั้งกลุ่ม เพื่อนธรรม นี้คงปรารถนาให้ทุกคน ได้ฝึก ได้หัด
ในการทำบุญ เพื่อให้เกิดเป็น บุญบารมี คือการเติมเต็มบุญทั้งสิบและ
ให้สมบุรณ์ทุกหน่วยย่อยของบุญทุกข้อ
การมองคนอื่นว่ายน้ำ เป็นแบบใด
การทำบุญก็ เป็นแบบนั้น
ไม่มีใครว่ายน้ำเป็น ด้วยการ.. มองคนอื่นว่ายน้ำจนเป็น

@ การทำบุญข้อ๑
ทาน...
หากเป็นเด็กเล็กจะให้อามิสทานได้มั้ย ถ้าเขายังไม่มีรายได้
การเก็บใบไม้ข้างทางไปใส่โคนต้นไม้ในที่สาธารณะ
การเก็บฟืนข้างทาง เก็บใบตำลึง ผักกะสัง ขึ้นอยู่ทั่วๆไป ให้พระสงฆ์
เด็กทำได้ไหม ?โดยไม่ต้องใช้เงิน

เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคำสอนของบางคน หรือหลายคน
ที่ไม่ยอมใช้ ปัญญา แล้วสอนในสังคมว่า
ทาน เป็นบุญอย่างเดียวที่ต้องใช้เงิ

เพียงเริ่มต้นก็ผิดไปแล้วหลายอย่าง เพราะท่าน คงไม่รู้ว่า..ทาน
มิได้มีเพียง อามิสทานหรือ ทานข้าวของ ยังมี
อภัยทาน และธรรมทาน
ที่ไม่ต้องใช้เงินอยู่แล้ว

หรือแม้แต่ หากจะมุ่งไปที่..ทานข้าวของ
ด้วยเพราะท่านไม่พิจารณาให้ดี
จึงไม่เห็นว่า แม้ ทานข้าวของหรือ อามิสทาน นั้น
ก็ไม่จำเป็นเลยว่า จะต้องได้มา ด้วยการใช้เงินซื้อมาเท่านั้น
เพราะ สิ่งของในโลกนี้มีอย่างมากมาย
ที่เป็นประโยชน์ และ ไม่ได้เป็นของที่หวงกันโดยใคร

ด้วยคนทั่วไปไม่ชอบคิด แต่ชอบทำตาม
# เมื่อไม่มีใครพาเขามอง.. เขาก็ไม่มอง.. เขาจึงไม่เห็น..ในสิ่งที่ควรมอง #

บุญข้อที่ ๕
-การแข็งขันช่วยการงาน
เราจำเป็นต้องปัดกวาดบริเวณที่มีพระพุทธรูปเท่านั้นหรือ
หากไปพักค้างที่ที่ไม่ใช่บ้านเราจะทำอย่างไร ?
การภาวนา ไม่จำกัด สถานที่ฉันใด การทำความสะอาดในที่
ที่เกี่ยวข้องกับพระรัตนตรัย ก็ไม่จำกัด เช่นเดียวกัน

เพราะทุกที่ที่เราทำกรรมฐาน แม้บนรถโดยสาร
ก็เป็นที่ที่เกี่ยวข้องกับพระรัตนตรัยได้ทั้งนั้น
เราจึงสามารถ ทำบุญ เรื่องการแข็งขันช่วยการงาน ได้ทุกที่บนโลก

@ บุญข้อที่ ๘ ...การฟังธรรม
ต้องใช้หนังสือ หรือ เสียงจากสื่อใดๆด้วยหรือไม่
เพื่อสำเร็จบุญข้อนี้ การใช้เสียง(แม้แต่ออกเสียงในใจ)ของเรา
ทบทวนธรรมของพระองค์ แม้ทวนเพียงแค่ว่า
บุญ ๑๐ นี้มีอะไรบ้าง ถือเป็นการฟังธรรม ของพระองค์แล้วรึยัง ?

@ บุญข้อที่ ๙ ...การแสดงธรรม
หากอยู่คนเดียว เราจะแสดงธรรมได้หรือไม่?
เราไม่เคยอยู่แต่เพียงผู้เดียวลำพังเลย เพียงแต่อายตนะที่ไม่ดีพอ
ของเราต่างหากที่ทำให้เราไม่เห็นว่า สัตว์ นั้นไม่ได้มีเพียงแค่
สัตว์เดรัจฉาน กับ มนุษย์เท่านั้น
ยังมีภพภูมิต่างๆอยู่มากกว่าที่เราเห็น
หากอายตนะของเรามีกำลังมากพอ
หรือมีจังหวะดี เราอาจรับรู้ได้ เราเพียงเชิญเขามา
เราก็จะสามารถแสดงธรรมได้แล้ว เขาจะมาหรือไม่มานั่นเรื่องของเขา
แต่การ ..แสดงธรรม นั่นเรื่องของเรา


แม้ไม่มีเงินสักบาท แม้ไม่มีผู้คน ก็ไม่มีปัญหา ในการทำให้ครบทั้ง ๑๐ บุญ
ขอเพียงท่านใช้ปัญญา ของตน ของคนอื่น ให้เกิดประโยชน์
ขอเพียงท่านเห็นว่า บุญ เป็นสิ่งเลิศค่า กว่าทรัพย์สิน ที่ท่านแสวงหา อย่างไม่เคยอิ่ม พอ
ท่านยังไม่เหนื่อยกันอีกหรือ ?
ในงานที่ทำอย่างไม่เคยมีวันหมด

ขอเพียงท่านเห็นว่า สาระ ของชีวิตคืออะไร ?
ท่านจะมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าไร เกินวันนี้ ไหม ?
คนที่ตายโดยอายุน้อยที่สุด เขามีอายุมากกว่าท่านหรือเปล่า ?
หรือ แม้แต่ยังไม่เกิด..ก็ยังมีตาย !

หากท่านกำลังแสวงหา สิ่งที่เกินความจำเป็นของการดำรงชีพเพื่อวันนี้
แน่ใจหรือ ว่าท่านจะได้ใช้ ?
แต่สิ่งที่ท่านจำเป็นจะต้องใช้อย่างยิ่งหลังท่านตาย
ท่านมีอย่างพอเพียงแล้วหรือยัง?
หรือท่านคิดว่า บุญ เพื่อพ้นทุกข์ท่านมีพอแล้ว
แต่..เงิน ท่านยังมีไม่พอ?

สาระที่แท้จริงของชีวิตท่าน คืออะไร?
วันข้างหน้าของเราอาจไม่มี แต่ชาติหน้าของเรายังต้องมี
หากท่านยังอยากได้ อยากมี
ด้วยท่านยังรอรี ไม่ทำในสิ่งที่..ควรทำ

ผู้ประมาท ไม่เคยพลาด ในความตาย
ผู้ขวนขวาย ไม่คลายเพียร พ้นวังเวียน ..
สังสารไป

บุญบารมี

Iut Tui14 เมษายน 18:48
สาธุ
โจรทำ บุญ ไม่ได้หรอก
ด้วยโจรทำได้แค่ เสี้ยวบุญ หรือ เศษบุญเท่านั้น
เพราะบุญไม่ใช่มีแค่ ..ทาน เพียงอย่างเดียว ซึ่งเชื่อว่า
สมาชิกเพื่อนธรรมทั้งหลาย น่าจะทราบเรื่องนี้ดีเป็นอย่างดี

และ หากจะมองว่าโจรให้ทานได้ ก็ยังไม่สามารถ
ให้ทานได้เต็มคำว่า “ทาน” ที่แท้จริง
เพราะ ทาน ยังจำแนกออกเป็น ๓ คือ
@ อามิสทาน
@ อภัยทาน
@ ธรรมทาน

โจร จึงไม่ได้ทำ ทาน ที่สมบูรณ์ ตามความหมาย ของ ศาสนา นี้
ด้วยเหตุผลว่า...
แม้_ โจรอาจจะ ให้ _สิ่งของได้
แต่_ โจรให้ อภัย_ กับผู้อื่น ไม่ได้
เพราะ_ โจรนั้นยังเป็น ผู้สร้างภัย_ให้ผู้อื่นอยู่

บุญ ต้องหมายถึง บุญบารมี ซึ่ง
“บุญ” นั้นแปลว่า ความดี
ส่วน
“บารมี” นั้นแปลว่า เติมเต็ม
บุญบารมี จึงหมายถึง เติมให้เต็มทั้ง ๑๐ บุญ

ไม่ได้ต้องการคัดค้าน ..ครูบาอาจารย์
แต่เชื่อมั่นว่า
การสอน ธรรม ของ ผู้ฉลาดในการสอน
ท่านไม่ได้มุ่งจะสอนใน “สิ่งที่ท่านรู้” แต่
ท่านมุ่งจะสอนในสิ่งที่ “ผู้ฟังยังไม่รู้”
สิ่งที่ผู้สอน “รู้” นั้นมีมาก จึงไม่ใช่สิ่งควรที่ผู้สอนจะป้อน
ในสิ่งที่ท่านรู้ให้ผู้ฟังทั้งหมด เพราะมันเยอะเกิน
การสอนของท่านนั้นจึงต้องมองไปที่ผู้ฟังเป็นหลัก
ว่าพวกเขาต้องแก้ไข ในเรื่องอะไรก่อน

ชาวบ้าน หนองป่าพง ในสมัยนั้น เป็นแดนไกล เป็นแดนป่า แดนเถื่อน
ผู้คนยังคงดำเนินชีวิตด้วยการล่าสัตว์บ้าง หรือ ยังกินเหล้ากันเป็นปกติ
คงหาผู้ที่มีศีลเป็นปกติ ทำยายาก
ล.ป. ท่านจึงต้องให้ ชาวบ้านพวกนั้น ทำข้อแรกของหัวใจศาสนา
ในโอวาทปาฏิโมกข์ให้ได้ก่อน
..ด้วย
ขั้นที่ ๑ ละชั่วให้ได้ ยังไม่ได้ต้องถึง
ขั้นที่ ๒ คือทำจิตให้เป็นกุศล (โดยอาศัย สะพานบุญ ไปให้ถึงคำว่า กุศล)
ซึ่งเป็นเรื่องเกินกว่าศาสนาอื่นๆ ที่สอนได้ถึงคำว่า “ทำดี”
แต่ไม่ถึงคำว่าทำให้จิตเป็นกุศล หรือ กุศลจิต

“บุญ” เกิดเพียงอย่างใดอย่างเดียวใน ๑๐ อย่าง ก็เป็นการทำ บุญ แล้ว แต่
“กุศล” นั้น ต้องมีพร้อมในขณะจิตนั้นทั้ง ๑๐ ประการจึงจะเป็นจิตที่เป็น
“กุศลจิต” ได้

(คำว่า กุศล ในสมัยนั้นคือก่อนพุทธกาลเป็นเพียงความหมาย
แค่ ”ความฉลาด”เท่านั้น แต่พระพุทธองค์ทรงนำสิ่งที่เขาคุ้นเคย
มาสอนจึงเป็น กุศลจิต
ซึ่งในข้อที่ ๑๐ ของกุศลกรรมบท คือ สัมมาทิฏฐิ หรือ
การมีความเห็นที่ถูกต้องตามคลองธรรม ของศาสนานี้)

ความหมายของบุญ ต้องหมายถึง "บุญบารมี" แปลว่า
เติมเต็ม ความดี นั่นต้องควบรวมความดีทั้ง ๑๐ ด้วย
เรื่อง ศีล ก็เป็นบุญที่ ๒ จาก ๑๐ บุญ

หากเราจะสอน คนไม่ฉลาด (คือคนที่ไม่มีกุศลจิต) ก็อาจสอนว่า
ยังไม่ต้องทำ_ บุญ แต่ต้อง..
หยุดทำ_ บาป

หากจะสอน คนฉลาด (คือคนที่มีจิตเป็นกุศล อยู่แล้ว) ก็อาจสอนว่า
เราได้ทำ บุญ ด้วยการ
@ ให้ “อามิสทาน” หรือ ข้าวของเป็นทาน แล้ว เราก็ควรพัฒนาการให้ ด้วย...
@ ทานในขั้นที่สูงขึ้นคือ “อภัยทาน” เพราะการรักษาศีลนั้น ก็คือ
การไม่สร้าง เวรภัย ต่อตนเอง และ ผู้อื่น
เมื่อมีศีล คือการมี อภัยทาน อยู่ในตัว
เพราะจะเป็นผู้ไม่เบียดเบียนใครอีกต่อไป
หากเราเป็นผู้มี อภัยทาน เป็นปกติคือมีศีล แล้ว
ก็ต้องพัฒนา ให้สูงขึ้นในการให้ทาน ขั้นสูงสุด คือ

@ การให้ ธรรมทาน
แม้ ธรรม ก็ไม่ได้มีเพียงระดับเดียวมีทั้
• ธรรมในเบื้องต่ำ เพื่อ “การใช้ชีวิตในโลก” อย่างผาสุข อันเป็น ธรรมคู่ และ
• ธรรมในเบื้องสูง เพื่อ “การพ้นจากโลก” จากวัฎฎะสังสาร อันเป็น ธรรมเอก
ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริง ในความหมายของคำว่า ธรรมทาน
เริ่มด้วย
๑ กัน . คือ การไม่ทำ บาป หรือความชั่ว ด้วยการละเมิด ศีล ทั้งหลาย
๒ แก้ . คือ การแก้ อกุศล ที่มีในใจออกเสีย เพราะแม้กระทำบุญ ๙ ข้อแรกอยู่
แต่จิตก็ยัง ..อาจ.. เป็นจิต “อกุศล” ได้เช่น ให้ทานในขณะมีความรู้สึกโกรธ
แม้กายทำ บุญ แต่จิตกลับเป็น อกุศล ดังนั้นจึงต้องละ นิวรณ์ อยู่เสมอ
๓ ก่อ . คือ การสร้าง กุศล ที่ยังไม่มีในใจให้เกิดขึ้นมี เช่น สมาธิจิต
๔ เก็บ. คือ การรักษา กุศล ที่เกิดมีขึ้นแล้วให้ตั้งขึ้นได้อย่างมั่นคง
ทรงสมาธิจิต นั้นไว้ให้ได้นานขึ้นๆ ให้เป็นฐานของจิตเพื่อ
เห็น สัจจะ หรือความจริงที่แท้จริงของสิ่งทั้งปวงนั่นคือ อริยสัจ
อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกคน

วันนี้เท่านั้นที่สำคัญ

Iut Tui12 เมษายน 16:27
ขอนอบน้อมแด่
..พระผู้มีพระภาคเจ้า
..พระธรรม
..พระสงฆ์ สาวก ทั้งหลาย

@@@

ที่ เราเป็น ..เราอยู่ ..
ในวันนี้
เพราะเราทำดี .. ทำไม่ดี
จากเมื่อวาน

เราสะสมความรู้ ..
เราฝึกคิด ..
เราทบทวน ..
เราเรียบเรียง ..

เราย่อมเป็น ผู้มีความรู้อย่างยอดเยี่ยม
ในศาสตร์โลกแขนงนั้นๆ

แต่หากวันนี้ซึ่งเป็นผลงานของอดีตทำให้เรา
ผยองเย่อหยิ่ง ..ไม่เรียนรู้ต่อ
พอใจกับเสียงเยินยอ
ความรู้ที่มีของวันนี้ก็จะกลายเป็น..

ความรู้ที่หมดอายุในอนาคต
เพราะโลกไม่เคยหยุดหมุน

ด้วยเมื่อวานเราเดิน ..เราจึงมาอยู่ตรงจุดนี้
หากวันนี้เราตัดสินใจหยุดแต่
เสบียงเรามันไม่หยุด ..
มันจะถูกใช้ให้เหลือน้อยลงไปทุกวัน

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตัดสินใจของวันนี้
คือ แวะเที่ยวออกไปนอกเส้นทาง
เป้าหมาย ..ที่แท้จริง..ของชีวิตเรา
อาจไปไม่ถึงในชีวิตนี้ก็ได้

วันก่อน ก็แล้วผ่านไป ..แก้ไขไม่ได้
วันใหม่ก็ยังไม่แน่ ..ว่าจะมีหรือไม่

วันนี้เท่านั้นใช่ไหม ที่จะเลือกตัดสินใจ
ว่าจะทำอะไรให้ชีวิตของเราดี..วันนี้เท่านั้นที่สำคัญ

อนาคตของเราจะอยู่ทางซ้าย
หรือทางขวา หรือตรงไปข้างหน้า ..
มันขึ้นกับการก้าวขา " ก้าวนี้ "
ของเรา ที่จะกำหนดทิศทาง..
ให้ชีวิตเรา

น้อย..มาก

Iut Tui11 เมษายน 15:26
@
*จงใช้ แรงให้น้อย แต่ออกกำลังกายให้มาก

*จงใช้ สมองให้น้อย แต่ใช้ปัญญาให้มาก

*จงใช้ ความคิดให้น้อย แต่ใช้ความสงบให้มาก

@
ดีในปัจจุบัน เพราะท่านทำไว้ในอดีต.. อนาคตจะปราณีต ไม่ใช่เพราะอดีต.. แต่ถูกขีดเขียนจาก ..ปัจจุบัน .

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559

สมุนไพรใกล้ตัว:ลูกมะตูม //เอมอร//

สมุนไพรใกล้ตัว
             ลูกมะตูม
ส่วนที่ใช้:ลูก,ใบ,
รส: หอมปร่า,ซ่า,สุขุม
สรรพคุณ: (ใช้ลูก)
ขับลม แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ ท้องอืด จุก เสียดแน่น เฟ้อ
แก้อ่อนเพลีย แก้ท้องผูก รักษาแผลในลำไส้,กระเพาะ แก้ลำไส้อักเสบเรื้อรัง
ขับปัสสาวะ บำรุงไต อายุวัฒนะ
# สูตรยา บำรุงสมอง แก้อัมไซเมอร์ บำรุงไต ขับปัสสาวะ
-ลูกมะตูม 1ขีด
-เกษรบัว 1กำมือ(หลวมๆ)
-ตะไคร้สด 5 ต้น
(ตะไคร้ที่ใช้แกง ล้างให้สะอาด ทุบๆพอแตก)
-ใส่น้ำ 2ลิตร
วิธีต้ม :ใส่ทุกอย่างลงหม้อต้มให้เดือดทั่ว
จึงหรี่ไฟลง กลางๆให้เคี่ยวอีก20นาที ปิดเตาได้
-รับประทาน ก่อนอาหาร
วันละ 3เวลา ครั้ง1ถ้วยกาแฟ
# ขับลม,ปวดท้องจุกเสียดแน่น
บำรุงธาตุ,บำรุงไต ,ขับปัสสาวะ
-ลูกมะตูม1ขีด
-ตะไคร้ 5ต้น
(ตะไคร้แกงล้างสะอาดทุบๆพอแตก)
-ใส่น้ำ2ลิตร
วิธีต้ม: ใส่ทุกอย่างลงหม้อต้มไฟกลางๆ
ต้ม30นาที ปิดเตาได้
รับประทาน ต่างน้ำได้
*จะใช้ ลูกมะตูมสด หรือแห้งก็ได้
สรรพคุณไม่ต่างกัน
**ข้อควรระวัง
ถ้าวันไหนที่ทานมะตูม ให้งดทาน
ผักหวานทั้ง2คือ หวานบ้าน หวานป่า หรือวันไหนทานผักหวาน
ก็งดไม่ทานมะตูม สมุนไพร2ตัวนี้
เมื่อเจอกันจะทำให้เกิด
“สารไซยาไนด์” ได้ ถ้าทานน้อยๆ
จะมีอาการมึน งง วิงเวียน …
# ใบมะตูม นิยม นำมาทานเป็น
ผักแนมได้ กลิ่นหอม ขับลม บำรุงธาตุ..
# รากมะตูม ใช้เข้ายา เกี่ยวกับ ระบบเลือดลม.
       Cr.  ร้านวังจันทร์ยาไทย
                   (28/3/59)
https://docs.google.com/document/d/17GCf8i7MOyjluGCOyu5t8CNlhpRbHTSSuPf7Q7ajHb8/mobilebasic

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

ธาตุ

พระตุ๋ย ชาคโร ได้แชร์โพสต์ของ Pakapol Pongsura




















ท่านเคยเห็นพระศาสดาและฟังธรรมของพระองค์บ้างหรือ?
พระองค์เคยตรัสว่า
อันร่างกายนี้สะสมไว้แต่ของสกปรกโสโครก
มีสิ่งปฏิกูลไหลออกจากทวารทั้ง ๙
มีช่องหู มีช่องจมูก น่ารังเกียจ
เป็นที่อาศัยแห่งสัตว์เล็กสัตว์น้อย
เป็นป่าช้าแห่งซากสัตว์นานาชนิด
เป็นรังแห่งเชื้อโรค
เป็นที่เก็บมูตรและกรีษ
อุปมาเหมือนถุงหนังซึ่งบรรจุเอาสิ่งโสโครกต่างๆ เข้าไว้
แล้วซึมออกมาเสมอๆ
เจ้าของกายจึงต้องขัดถูวันละหลายๆ ครั้ง

เมื่อเว้นจากการชำระล้างแม้เพียงวันเดียวหรือ ๒ วัน
กลิ่นเหม็นก็ปรากฏเป็นที่น่ารังเกียจเป็นของน่าขยะแขยง
ร่างกายนี้เป็นเหมือนเรือนซึ่งสร้างด้วยโครงกระดูก
มีหนังและเลือดเป็นเครื่องฉาบทา
ที่มองเห็นเปล่งปลั่งผุดผาดนั้นเป็นเพียงผิวหนังเท่านั้น
เหมือนมองเห็นความงามแห่งหีบศพอันวิจิตรตระการตา
ผู้ไม่รู้ก็ติดในหีบศพนั้น แต่ผู้รู้เมื่อทราบว่าเป็นหีบศพ
แม้ภายนอกจะวิจิตรตระการตาเพียงไร
ก็หาพอใจยินดีไม่
เพราะทราบชัดว่าภายในแห่งหีบศพอันสวยงามนั้น
มีสิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจ
พระสุภาเถรีภิกษุณี....พระอรหันตเถรี ครั้งพุทธกาล...
New Comer Return พระสุภาเถรีภิกษุณี....พระอรหันตเถรี ใช่ ที่ในอดีต ท่านเป็นโสเภณีหรือเปล่าคะ

ทานกับจาคะ

Iut Tui1 เมษายน 20:28
ได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่า ทานกับจาคะนั้นเหมือนกัน เป็น ไวพจน์ กัน 
แต่ส่วนตัวแล้วเห็นว่าต่างกัน 
จาคะ เน้นที่สละออกไป
มุ่งเอาออกจากตัวเอง
แต่ทาน เน้นการให้ไป ที่ผู้รับ

การให้ที่เรียกว่าทาน ส่วนมากแล้วใช้กำลังใจในการให้ไม่มากนัก
เพราะเป็นไปเพื่อผู้อื่น ให้ไปตามกำลังของตนที่ไม่เดือดร้อน
แต่ จาคะ แม้ต้องให้ในระดับที่ต้องยอมเสียสละ ก็จะทำ

เคยได้ยินสำนวนว่า
ถ้าฉันชอบเธอ ฉันจะ ..ให้ ..เธอ (ทาน)
ถ้าฉันรักเธอ ฉันจะ .. ยอม ..เพื่อเธอ (จาคะ เสีย - สละ)


ธรรมารมณ์ ที่เกิดขึ้นในใจนั้น
เมื่อเข้าหู ..จะรู้ใน
เมื่อเข้า(ใน)ใจ ..จึงรู้จริง

ฝากเงินไว้กับไวยาวัจกร ควรแจ้งให้ ภ.นั้นทราบด้วย

พระตุ๋ย ชาคโร
หากฆราวาส ถวายเงิน เพื่อไว้เป็น
ปัจจัยอันสมควรในสิ่งใดแก่ภิกษุใด
โดยให้ไว้กับไวยาวัจกรเป็นผู้จัดการแล้ว
ภิกษุ ยังคงมีหน้าที่ ต้องบอกกับฆราวาส
ผู้นั้นอยู่ว่า
" ท่านส่งทรัพย์ไปเฉพาะ ภ. ใด ทรัพย์นั้น หาได้สำเร็จประโยชน์อันน้อยหนึ่งแก่ภ.นั้นไม่
ท่านจงทวงเอาทรัพย์ของท่าน
ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียเลย "
ดังนั้น หากใครได้ฝากเงินไว้กับไวยาวัจกร
จึงควรแจ้งให้ ภ.นั้นทราบด้วย
มิใช่ให้ไว้แต่ไม่บอก
เพื่อสำเร็จประโยชน์ที่แท้จริง หากไวยาวัจกร
นั้นไม่ทำสิ่งอันสมควรทำ .

109 คาบ

New Comer Return ถึง to    พระตุ๋ย ชาคโร

ว.ภาวนา 
สมถ เลื่อนดวงไฟที่องค์พระ 109 คาบ พร้อมวิปัสนา ดูนิวรณ์ 5 เปลี่ยนแปลงตามกฎไตรลักษณ์

พระตุ๋ย ชาคโร ตัวเลขที่พ้น "ส่วน" ตัวแรกของ "สัด" คือ

108

จึงเป็นเลขทองคำ
เลขมงคลอีกตัวนึงของโลก
ผู้คิดเลข 109
เขาคงไม่อยากพ้น
แรงเหวี่ยง .. แรงดูด
ของโลกไป

คงอยาก ..อยู่ใน ..อีกนาน

อยากใช้ จำนวนคาบด้วย
เลขนี้
จริงหรือ ?

New Comer Return ตัวเลข สามารถ กำหนด เรา ได้ด้วยหรือคะ ?
พระตุ๋ย ชาคโร เราอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมดา ของโลก ?
New Comer Return แล้วถ้าไม่นับล่ะคะ?


สัปปุริสธรรม 7

Sroikaew Phromsungnoen27 มีนาคม 19:29

สัปปุริสธรรม 7

แปลว่า การคบสัตบุรุษ สัตบุรุษ เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า คนดี คนสงบ ตรงกับภาษาบาลีว่า สัปปุริสะ ผู้ที่เป็นสัตบุรุษหรือสัปปุริสะ ได้แก่

1. รู้เหตุ
2. รู้ผล
3. รู้ตน
4. รู้ประมาณ
5. รู้กาล
6. รู้ชุมชน
7. รู้บุคคล

การเข้าไปคบหา ได้แก่ การเข้าไปสนทนาไต่ถาม มอบตัวเป็นศิษย์ รับโอวาทของสัตบุรุษ

เมื่ออยู่ในท้องถิ่นที่มีสัตบุรุษ คือ คนดีตามจักรข้อ ๑ แล้ว ก็เข้าไปคบหาสมาคมกับสัตบุรุษนั้น เป็นจักรข้อที่ ๒ สัตบุรุษย่อมแนะนำสิ่งที่ควร
แนะนำ ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ ให้รู้จักเว้นชั่วประพฤติดี ละสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กระทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่าง
เดียว

1. ธัมมัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักเหตุ
หมายความว่า ความรู้จักหัวข้อธรรม หัวข้อวินัย อันเป็นเหตุแห่งความสุข และแห่งความทุกข์
เช่น อโลภะ ความไม่โลภ อโทสะ ความไม่โกรธ อโมหะ ความไม่หลง เป็นเหตุแห่งความสุข โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ
ความหลง เป็นเหตุแห่งความทุกข์ เป็นต้น.

2. อัตถัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักผล
หมายความว่า ความรู้จักเนื้อความของธรรมของวินัยแต่ละข้อ คือความสุขและความทุกข์ อัน
เป็น ผลแห่งหัวข้อธรรมวินัยที่เป็นเหตุนั้น ๆ เช่น ความสุขเป็นผลแห่งอโลภะ อโทสะ อโมหะ ความทุกข์ เป็นผลแห่งโลภะ โทสะ โมหะ เป็น
ต้น

3. อัตตัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักตน
หมายความว่า ความรู้จักฐานะภาวะที่ตนมีอยู่เป็นอยู่ แล้วประพฤติให้เหมาะสม เช่นเกิดมาใน
ชาติ ตระกูลใด มียศศักดิ์อย่างไร มีสมบัติเท่าไร มีบริวารเป็นอย่างไร มีความรู้ทางโลกเท่าไร ความรู้ทางธรรมเท่าไร และมีคุณธรรม คือ
สัทธา สีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณเท่าไร เมื่อรู้จักแล้วต้องวางตนให้เหมาะสม คือเจียมเนื้อเจียมตัว ตั้งอยู่ในสุจริตประพฤติดีด้วย
ไตรทวารสม่ำเสมอ ไม่เย่อหยิ่งอวดดี อวดมั่งอวดมีอวดรู้ โบราณท่านสอนว่าให้หมั่นตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาหน้า ก็มุ่งให้รู้จักระวังตน
ประพฤติตนให้เหมาะสมแก่ฐานะภาวะดังกล่าวนี้เอง

4. มัตตัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักประมาณ รู้จักพอดี
หมายความว่า จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็ให้รู้จักประมาณ พอดี พองาม,
ไม่ มาก ไม้น้อย, ไม่ขาด ไม่เกิน, ไม่ตึง ไม่หย่อน, ไม่อ่อนปวกเปียก ไม่แข็งกร้าว ไม่เกิดโทษแก่ใคร ๆ มีแต่เกิดประโยชน์แก่บุคคลทั่ว
ไป ในกาลทุกเมื่อ ดังธรรมสุภาษิต ที่ว่า มัตตัญญุตา สทา สาธุ

ความรู้จักประมาณสำเร็จประโยชน์ในการทุกเมื่อ ดังนี้. ฉะนั้น ท่านจึงจำกัดความรู้จักประมาณไว้ 3 ประการ คือ
1.รู้จักประมาณ ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบธรรม มีกสิกรรม เป็นต้น ตามควรแก่ฐานะภาวะของตน
2. รู้จักประมาณในการรับ คือรับแต่สิ่งที่ดีไม่มีโทษตามกฎหมาย เช่น ไม่ใช่ของโจร ไม่ใช่ของหนีภาษี เป็นต้น ถ้าเป็นพระ เณร ก็ไม่รับของ
ผิด พระพุทธบัญญัติ เช่น เงินทอง เป็นต้น รับแต่ปัจจัยที่สมควรแก่สมณะบริโภค
3. รู้จักประมาณในการบริโภค คือพิจารณาเสียก่อน เว้นสิ่งที่มีโทษ บริโภคกินใช้สอยแต่สิ่งที่มีประโยชน์ แม้สิ่งที่มี ประโยชน์นั้นก็บริโภค
แต่ พอควรแก่ความต้องการของร่างกาย ให้พอดีกับฐานะและภาวะ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เบียดกรอ.


5. กาลัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลา
หมายความว่า ความรู้จักกำหนดจดจำว่า กาลเวลาไหนควรปฏิบัติกรณียะอันใด แล้วปฏิบัติ
ให้ ตรงต่อเวลานั้น ไม่ช้าเกินควร ไม่ด่วนเกินกาล และรู้จักกรณียะบางอย่างบางคราว บางแห่ง ต้องทำให้เสร็จต่อเวลาก็ต้องรีบ จะชักช้าอยู่
ไม่ได้ ถ้าช้าอยู่ก็จัดว่าไม่รู้จักกาลเวลา และอาจเสียประโยชน์ได้ หรือบางอย่างต้องทำหลังเวลาจึงจะดี ถ้ารีบทำเสียก่อนเวลาก็ไม่ดี จัดว่า
ไม่รู้จักกาลเหมือนกัน อนึ่ง กาลเวลาที่ควรทำกิจนี้ แต่เอากิจอื่นมาทำ หรือเวลาที่ควรทำกิจอื่น แต่เอากิจนี้มาทำ อย่างนี้ก็ชื่อว่า ไม่รู้จัก
กาล เหมือนไก่บางตัวที่ขันไม่รู้จักเวลา ย่อมเสียหายและน่าติเตียนมาก คนดีย่อมไม่ทำอย่างนี้ เขารู้กาลสมัย ทำราชการได้ดี มีพระพุทธ
สุภาษิต สอนว่า กาลัญญู สมยัญญู จ ส ราชวสติง วเส ผู้รู้กาลสมัย พึงอยู่ในวงราชการได้ เพราะทางราชการถือเวลาเป็นกวดขัน ผิดเวลา
ไม่ได้

6. ปริสัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักชุมชน
คือความรู้จักชนชั้นต่าง ๆ เช่น ชั้นผู้ใหญ่โดยชาติ โดยวัย โดยคุณ พวกหนึ่ง ชั้นผู้น้อย
โดยชาติ โดยวัย โดยคุณ พวกหนึ่ง กิริยาวาจาที่จะใช่ต่อชนชั้นผู้ใหญ่อย่างหนึ่ง ที่ใช้ต่อชนชั้นผู้น้อยอย่างหนึ่ง ฉะนั้น ความรู้จักชุมชนนั้น ๆ
ด้วย แล้ว เมื่อเข้าไปหาเขา เราต้องปฏิบัติ คือใช้กิริยาวาจาให้เหมาะสมแก่ชนนั้น ๆ

7. ปุคคลปโรปรัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักบุคคลผู้ยิ่งและผู้หย่อน หมายความว่า ความรู้จักเลือกว่า นี้เป็นผู้ยิ่งคือดี นี้ผู้หย่อนคือไม่ดี
วิธีเลือก คือ แยกบุคคลออกเป็น ๒ พวก พวกใดใคร่เห็นผู้ประเสริฐ ใคร่ฟังธรรมตั้งใจฟังจำได้ พิจารณาเนื้อความธรรมที่จำได้ รู้ทั่วถึงผล
ถึงเหตุแล้วปฏิบัติธรรมตาม สมควร เพื่อประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น พวกนี้นับว่าดี น่าสรรเสริญควรคบ ส่วนพวกที่ตรงกันข้าม เป็นคนไม่ดี น่า
ตำหนิ ไม่ควรคบ เมื่อคัดเลือกออกเป็น ๒ พวกแล้ว ก็คบเฉพาะกับคนดี ไม่คบคนไม่ดี จึงจะเป็นคนดี สมด้วยพระบาลีว่า ยัง เว เสวติ ตาทิ
โส คบคนใดก็เป็นคนเช่นนั้น ดังนี้.

สัปปุริสธรรมอีก 7 อย่าง

1. สัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม 7 ประการ คือ มีศรัทธา มีความละอายต่อบาป มีความกลัวต่อบาป เป็นคนได้ยินได้ฟังมากเป็นคนมีความ
เพียร เป็นคนมีสติมั่นคง เป็นคนมีปัญญา.
2. จะปรึกษาสิ่งใด ๆ กับใคร ๆ ก็ไม่ปรึกษา[/b] เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
3. จะคิดสิ่งใด ก็ไม่คิด เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
4. จะพูดสิ่งใด ก็ไม่พูด เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
5. จะทำสิ่งใด ก็ไม่ทำ เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
6. มีความเห็นชอบ เห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น.
7. ให้ทานโดยเคารพ คือ เอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้ และผู้รับทานนั้นไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย.

อธิบายข้อธรรม
1. มีศรัทธา (อธิบายแล้วข้างต้น)
2. 3. 4. 5. หมายความว่า ธรรมดาสัตบุรุษเมื่อปรึกษา คือสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นก็ตาม จะคิดตามลำพังตนก็ตาม จะพูดให้
ใครฟังก็ตาม จะทำการใดก็ตาม มุ่งความสงบสุขแก่ทุกฝ่าย ไม่ให้ใคร ๆ เดือดร้อนเพราะพฤติกรรมของตน ทำตนให้มีกาย วาจา ใจ สงบ
บริสุทธิ์ ครบไตรทวารด้วยสุจริต ๓ อย่าง.
6. มีความเห็นชอบ
7. ให้ทานโดยเคารพ มี 2 อย่าง คือ

1) เคารพใน ทาน คือของที่ให้

2) เคารพในผู้รับทาน คือผู้รับของที่ให้
หมายความว่า เมื่อมีของที่ควรให้ มีศรัทธาจะให้ มีผู้รับพร้อม ก็ให้ด้วยความเอื้อเฟื้อ
ไม่แสดงกิริยาทางกาย ทางวาจาหยาบคาย เป็นเชิงดูหมิ่น ในของที่ให้หรือในคนผู้รับของนั้น
แสดงกิริยาสุภาพเรียบร้อยในการให้.

สัปปุริสธรรม ตัดบทเป็น สัง แปลว่า ดี หรือ สันตะ แปลว่าผู้สงบ บุริสะ แปลว่า คน
รวมเข้าเป็น สัปปุริสะ หรือ สัตบุรุษ (อ่านว่า สัดบุหรุด) แปลว่า คนดี หรือคนสงบ.
สัปปุริสะ + ธรรม = สัปปุริสธรรม แปลว่า ธรรมของคนดี ธรรมของคนสงบ หมายถึง สมบัติผู้ดี
หรือ ธรรมสมบัติ หรือ คุณสมบัติของผู้ดี. กล่าวคือธรรมที่ทำคนให้เป็นคนดี. ใครก็ตามเมื่อมีธรรมของ
สัตบุรุษ ก็ย่อมเป็นคนดี, ถ้าไม่มีก็เป็นคนดีไม่ได้
สัปปุริสธรรม มี 2 หมวด ๆ ละ 7 จึงเรียกว่า สัปปุริสธรรม 7

คุณ Iut Tui ร่วมบันทึก บุญ ๑๐

Iut Tui27 มีนาคม 23:42
ร่วมบันทึก บุญ ๑๐

๑ (ไก่)ทาน
@ อามิสทาน
- ตอบแทน อาหาร ให้ผู้มีคุณ
- ให้อาหารสัตว์ ๓ ประเภท
@ อภัยทาน
ให้อภัยต่อสัตว์ที่ ทำข้าวของเสียหาย
@ ธรรมทาน
- แนะนำให้เด็กๆ ไม่ควรเชื่ออะไรโดยเพียงแค่ฟังตามๆกัน
ด้วยมีผู้สอนบางคน หรือหลายคน มักสอนกันว่าอามิสทาน
เป็นบุญอย่างเดียวที่ต้องเสียเงิน หากเป็นบุญอย่างอื่นไม่ต้องเสียเงินก็สามารถทำได้
จึงบอกเด็กว่า อย่าเพิ่งเชื่อ หากยังไม่พิจารณา แม้เธอจะเป็นเด็กไม่มีเงิน
เธอก็สามารถให้ทานสิ่งของได้ โดยไม่ต้องเสียเงิน
ก่อนอื่นให้เรามองดูก่อนว่า พระท่านมีกิจวัตร อะไรบ้าง? บางวัด บางที่ ท่านยังต้อง
ติดไฟเตาฟืนเพื่อย้อมผ้าด้วยแก่นขนุนกันอยู่ เราก็สามารถ เก็บฟืน หาฟืน ให้ท่านได้
เป็นการสร้าง อามิสทาน โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อเลย หรือ ใบพืชข้างทาง ก็เป็นทั้ง อาหาร
ทั้งยา อย่าง ใบมะยม ใบมะรุม แก้สารพัดโรค เป็นผักก็ได้ เป็นยาก็ได้

๒ (งู) ศีล -ตั้งใจไม่ละเมิดศีลทุกข้อ
๓ (เด็ก) ภาวนา ธรรมานุสติ ตั้งจิตพิจารณาธรรม (ธัมมะวิจะยะ)
๔ (หนู) อ่อนน้อม ถ่อมตน
แสดงความนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย กาย-วาจา-ใจ
๕ (ใบไม้) แข็งขัน ช่วยการงาน
ทำความสะอาดที่ เกี่ยวข้องกับพระรัตนตรัย
๖ (ม้า) อุทิศ ตั้งใจ อุทิศบุญแก่ ทุกรูป-นาม
๗ (ยักษ์) อนุโมนา กับผู้ที่ทำบุญทุกคน ทุกสัตว์ในโลก ทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน
๘ (แหวน) ฟังธรรม รวมกับข้อ ๙
๙ (อ่าง) แสดงธรรม รวมกับ ข้อ ๑๐
๑๐ (กา) ทำความเห็นให้ถูกต้อง

ด้วยเป็นการฟัง ตนเองถาม
และตนเอง ตอบให้ตนเองฟัง
โดยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ
ข้อ (๑๐) การทำความเห็นให้ถูกต้อง

@ ได้เห็น ผ้าขาดรุ่งริ่ง ผืนนึง
ก.เริ่มจาก อารมณ์ของความสงสัย เกิดขึ้น
นี่ผ้าอะไร ?
ข.เวลาพริบตาเดียวกันนั้น นึกได้ว่า นี่ผ้าของเรา อารมณ์เปลี่ยนเป็น ..
เสียดายไม่อยากให้ผ้าผืนนั้น ขาดทั้งที่มันขาดไปแล้ว ตามมาด้วย..
ค.อารมณ์ โกรธเข้า มาแทนที่ สัตว์พวกนี้เราให้ข้าวกิน ยังทำข้าวของเราเสียหายอีก
ง.เมื่อเห็นความโกรธ เกิดขึ้นแล้ว รู้ว่าทุกข์แล้ว จึงพิจารณาว่า
ไม่มีสิ่งใด เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ ลองมองย้อนดูว่า
แล้วสิ่งของคนอื่นที่เสียหายเพราะเรา..มีบ้างมั้ย ?
ก็ตอบว่า " มี และมากกว่านี้เป็นหมื่น เป็นแสนเท่า ไม่เพียงแต่ข้าวของ
ของเขาเท่านั้นแม้ชีวิต หรือร่างกายสัตว์อื่น ก็ยังเคย ทำร้าย ทำลาย มาแล้ว
สิ่งที่เราได้รับนี้ ยังเทียบไม่ได้กับ สิ่งที่เราได้เคยทำ กับ ผู้อื่น สัตว์อื่น เลย ."
จ. ความโกรธ จึงดับไปเพราะ การพิจารณา ตามธรรม ที่พระพุทธองค์ได้ทรง
สอนให้เชื่อว่า " การกระทำกรรม ย่อมมีวิบากกรรม เป็นผลแห่งกรรมนั้น "
และเห็นต่อไปว่า
ฉ.ใจนั้น ผุดความเห็นขึ้นมาว่า
" ไม่ว่าสิ่งใดเกิดขึ้น ก็ไม่มีสิ่งใดนั้นจะทนสภาพอยู่ตลอดไปได้
แม้ไม่แตกดับลงเพราะสัตว์ทำ ผ้าผืนนั้นก็ไม่ได้สดใสใหม่เหมือนตอนเริ่มมีไหม่ๆอีกแล้ว
ตอนนี้มันเก่า มันผุแล้ว
เมื่อผ้านั้นขาดไปแล้ว แต่เราไม่ยอมให้มันขาด เราเองนั่นแหละ
คือผู้ขาด สติ ปัญญา เสียเอง "
ช. คำถาม เกิดขึ้นว่า แล้วที่สุดแห่งทุกข์ คืออะไร ?
ใจพิจารณา เห็นว่า " ที่สุดแห่งทุกข์นั้น ไม่ใช่ ความทุกข์ที่มาก ที่สูงที่สุด
แต่เป็น จุดสุดท้ายปลายทางของทุกข์ หรือ ความทุกข์ครั้งสุดท้าย ต่างหาก "

คำข้าว คราวนี้คือ อด (ที่ไม่ อด เพราะ อด คือ ๙๗)

เมื่อโอกาส เหมาะสม จะมาช่วยกัน ร่วมบันทึกบุญ อีก
หากท่านใดคิดว่าท่านมีเวลาน้อย
เรา อาจมีเวลาน้อยกว่าท่านนัก เพราะเราได้พักเพียงครึ่งนึงของ
มาตรฐานคนทั่วไป
จึงมาร่วมด้วย ได้เพียงเล็กน้อย เท่านั้น

เลยต้องขอขอบคุณ
New Commer Return พังงาหลัก อย่างยิ่งและท่านอื่นๆด้วย ที่ได้เสียสละอย่างมาก
ได้ช่วยกันทำให้ ให้ที่แห่งนี้ ได้รับความรู้ที่ดีๆ และความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกัน เป็นอันมาก

ท่านผู้ให้ความสุข .. ขอท่านจงได้รับความสุข ..
ได้ถึงพรทั้งสาม ..
ได้รับความสุขอันถาวร ..
ถอนได้ในสิ่งที่อยากถอน
ถอนได้ แม้รากใหญ่
เพียงเวลาอันใกล้ จนได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว .