แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระตุ๋ย ชาคโร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระตุ๋ย ชาคโร แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ใยไม่มุ่ง ให้ตรงทาง


  • พระตุ๋ย ชาคโร
    11/5/2016 16:33
    พระตุ๋ย ชาคโร
    สัตว์นรก เปรต
    เ ด รั จ ฉ า น
    เจ้าตัวสุดท้าย นี่เกิดด้วยความหลง ด้วยไม่มีสติ
    จิตคุณภาพใด ก็ไปภพนั้น นะ คงไม่อยากจะไป
  • พระตุ๋ย ชาคโร
    11/5/2016 16:36
    พระตุ๋ย ชาคโร
    บางพวกก็ติดใจในรสชาดอาหาร
    ก็ต้องอยู่อีกนาน เพราะติดใจ กลับมาเอาใหม่ในของชอบใจ
    ชอบอะไร มันจะมีให้ได้ทุกวันหรือ ?
    วันนี้สุขเพราะมี วันหน้าก็ตัองทุกข์เพราะ ไม่มี
    คิดหรือว่าจะมีไปได้ตลอด
    คนลำบาก มีมากมาย คนสบาย มีนอดเดียว
    นิดเดียวว
    พูดแต่เรื่องดี หรือ ?
    ทำแต่กรรมดี หรือ ?
    คิดแต่เรื่องดี หรือ?
    หากไม่ใช่ ผลในส่วนไม่ดีนี่ไม่มีหรือ ?
    เราจะขอรับส่วนเดียว คือ ส่วนดี
    เกิดใหม่ไม่จบ ก็ต้องพบเข้าสักวัน
    อบาย
    ชาตินี้โชคดีได้ฟังทางรอดจากพระองค์
    ใยไม่มุ่ง ให้ตรงทาง
    เกิดใหม่ในยุคสิ้นศาสนา
    นึกหรือว่าครั้งนั้นจะโชคดี
    อบาย ไม่ได้มีแต่ นรกนะ อย่างอื่นก็มี

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

นึกหรือว่าครั้งนั้นจะโชคดี


  • พระตุ๋ย ชาคโร
    16:36
    พระตุ๋ย ชาคโร


    บางพวกก็ติดใจในรสชาดอาหาร
    ก็ต้องอยู่อีกนาน เพราะติดใจ กลับมาเอาใหม่ในของชอบใจ
    ชอบอะไร มันจะมีให้ได้ทุกวันหรือ ?
    วันนี้สุขเพราะมี วันหน้าก็ตัองทุกข์เพราะ ไม่มี
    คิดหรือว่าจะมีไปได้ตลอด
    คนลำบาก มีมากมาย คนสบาย มีนอดเดียว

    นิดเดียวว

    พูดแต่เรื่องดี หรือ ?
    ทำแต่กรรมดี หรือ ?
    คิดแต่เรื่องดี หรือ?
    หากไม่ใช่ ผลในส่วนไม่ดีนี่ไม่มีหรือ ?
    เราจะขอรับส่วนเดียว คือ ส่วนดี

    เกิดใหม่ไม่จบ ก็ต้องพบเข้าสักวัน
    อบาย

    ชาตินี้โชคดีได้ฟังทางรอดจากพระองค์
    ใยไม่มุ่ง ให้ตรงทาง
    เกิดใหม่ในยุคสิ้นศาสนา
    นึกหรือว่าครั้งนั้นจะโชคดี

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

สร้างสุขที่ไม่เสื่อม


  • Sroikaew Phromsungnoen
    17/1/2016 11:05
    Sroikaew Phromsungnoen
    @พธ ไลน๋
    /////// พระ. ///////

    หากเรายึดเอา ของเสื่อมได้ เช่น ของรัก หรือ คนรัก มาเป็นที่ตั้ง เพื่อความสุข ของเรา

    นั่นคือการ ... มีความสุข บนความเสื่อม ในไม่ช้า ความทุกข์ จะต้องเข้ามา เพราะ สิ่งสร้างสุขนั้นๆ ต้องเสื่อม และ สลาย ลงไปในที่สุด เพียงแค่รอเวลา

    หากไม่อยากทุกข์ ด้วยสิ่งนั้นจากเราไป หรือเราต้องจากมันไป
    ก็ควรจะสร้าง ความสุข ที่ไม่เสื่อม ด้วย ... อย่ายึดสิ่งใด เพื่อ ผูกพัน อีกต่อไป
    เมื่อยังยึดสิ่งใดไว้ ไม่มีเลย จะไม่ทุกข์ เพราะ สุขที่ มีมานั้นมันไม่ทน
    และมีน้อยคน จะเข้าใจ .

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559

ปฏิทินนางแบบนู๊ด จากแผนกรังสีวิทยาฯ


  • Sroikaew Phromsungnoen
    11/2/2016 09:15
    Sroikaew Phromsungnoen
    (@จากในพธไลน์ค่ะ)
    //////พระ////// ปฏิทินนางแบบนู๊ด จากแผนกรังสีวิทยาฯ
  • Sroikaew Phromsungnoen
    11/2/2016 09:16
    Sroikaew Phromsungnoen
    เมื่อเนื้อหนังหาย กลับกลาย เป็นร้าย เพื่อคลาย กาม
    กราบ ขอบพระคุณอย่างสูงเจ้าค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2559

ทิศ สำคัญกว่า ทาง

  • Wannaa Maneesoi
    17/4/2016 14:52
    Wannaa Maneesoi
    วันนี้เจอต่างชาติ(ชาวฮอนแลนด์)ที่วัดเขาสัทธาในพระพุทธพยายามให้เขาอธิบายสัมาฐิษฐิเขาก็ไม่เขัาใจ. เขารู้ศีล5และเข้าใจการปฏิบัติดีมาก
    พึ่งรู้ชาวฮอนแลนด์ไม่มีศาสนา
  • พระตุ๋ย ชาคโร
    17/4/2016 14:56
    พระตุ๋ย ชาคโร
    ผู้ที่เปน สัมมาทิฏฐิ บางขณะจิต ก็เปน อกุศลจิต
    ผู้ที่เปน มิจฉาทิฏฐิ บางขณะจิต ก็เปนกุศล
    แต่โดยรวมแล้ว อะไรสำคัญกว่ากัน ?
  • Wannaa Maneesoi
    17/4/2016 14:57
    Wannaa Maneesoi
    สัมมาฯดึกว่าค่ะ
  • พระตุ๋ย ชาคโร
    17/4/2016 15:01
    พระตุ๋ย ชาคโร
    นั่นซินะ
    พยายามให้เขาเข้าใจ ว่า ... ทิศ สำคัญกว่า ทาง
    แม้ .. ระหว่างทางจะสำคัญ แต่ .. ปลายทาง ต่างหาก ... ที่อยากไป ...
  • Wannaa Maneesoi
    17/4/2016 15:02
  • พระตุ๋ย ชาคโร
    17/4/2016 15:02
    พระตุ๋ย ชาคโร
    ใจ ตั้งไว้ที่ .. ทิศ อย่าไปติด ที่ตัว .. ทาง

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559

อวิชชา จึงไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์ โดยตรง


  • พระตุ๋ย ชาคโร
    21/1/2016 19:14
    พระตุ๋ย ชาคโร


    ทุกข์ ใน อริยสัจไม่ใช่
    ทุกขัง ใน ไตรลักษณ์ ซึ่งรวมทั้งรูปและนาม ที่ปรากฏขึ้นทุกอย่าง
    ขณะที่ทุกข์ในอริยสัจ เป็นเรื่องของสัตว์(ผู้ยังข้องโลก)

    อวิชชา ความไม่รู้ เป็นเหตุแห่งการ เกิด และดับ
    ทุกข์ โดยสรุปมีเหตุจาก อุปาทานขันธ์

    อวิชชา จึงไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์ โดยตรง

พระตุ๋ย ชาคโร
21/1/2016 19:22
พระตุ๋ย ชาคโร
ต้นไม้เกิด ทุกขัง ในไตรลักษณ์ แต่ต้นไม้ไม่สามารถ มี มรรคในอริยสัจ ได้

การสำรวมระวังวาจา

พระตุ๋ย ชาคโร
21/1/2016 19:11
พระตุ๋ย ชาคโร
เท็จ ส่อเสียด หยาบ เพ้อเจ้อ ไม่มีแม้ข้อเดียวเป็นของควร
มักโกรธ มีโทษทั้งส่วนตัวและส่วนรวม
การสำรวมระวังวาจา เป็นเหตุให้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุข
พูดเอาสะใจ จะไม่ได้ใจใครอีกเลย

ไม่เติมเข้า ..ไม่เอาออก


  • Sroikaew Phromsungnoen
    18/1/2016 07:47
    Sroikaew Phromsungnoen
    *พธ ไลน๋*
    ////// พระ. ////// ในครั้งพุทธกาล มีมาแล้ว
    เคย มีผู้ขอต่อพระพุทธเจ้า ( รู้ไหม ? ว่าใคร ? )
    เขา ต้องการที่จะปกครองสงฆ์ เป็นผู้นำสงฆ์( สังราช ะ ) แทนพระพุทธเจ้า
    พระพุทธองค์ ไม่ทรงให้ตามขอเพราะ แม้พระอัครมหาวาสก ก็ยังทรงไม่ให้ตำแหน่งนี้ จะกล่าวไปใยกับ .. สา_ก อื่น
    ถูกต้องแล้วหากทำตามพระศาสดา ไม่เติมเข้า .. ไม่เอาออก .. จึงเรียกได้ว่า เคารพ พระพุทธองค์ เคารพ พระธรรม เคารพ พระสงฆ์
    เพื่อความอยู่ผาสุข ของ หมู่สงฆ์ผู้มี สีล
    ยศช้าง ขุนนางพระ นั้น เป็นของปลอมปน เป็นความเสื่อม เป็นภัย
    ไม่ควรมี .
    หากเอาคำวินิจฉัยของพระศาสดา ที่เคยมีมาแล้วเป็นที่ตั้ง
    ย่อมเกิดพลัง เพื่อความตั้งทน
    มหาชน น้อยคน จะเข้าใจ ว่าผู้อยากใหญ่
    จงใจ ใส่เข้าไป จาก ปลอมปน
    เพื่ออำนาจ อาณาจักร ครอบ พุทธจักร
    ประสงค์ พวกผัก ในช่าติ จะได้ยอมต่อ ...อำนาจ ตน .
    หากเคารพ พระพุทธองค์
    อย่าส่งเสริม สิ่งปลอมยิ่ง ว่าจริงเลย .

เรื่องควรสอน


  • พระตุ๋ย ชาคโร
    18/1/2016 05:41
    พระตุ๋ย ชาคโร
    =สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากเกตส์=
    นอกจากจะรู้สึกขอบคุณเกตส์ที่นำ “เบื้องหลัง” ของบัฟเฟตต์มาเล่าให้เราฟังแล้ว ผู้เขียนยังรู้สึกว่าเราก็เรียนรู้จากเกตส์เองได้ อีกหลายอย่างด้วย นั่นคือ ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างเกตส์จะ
    1) สังเกตและใส่ใจในสิ่งละอันพันละน้อย ที่เกิดขึ้นรอบตัวเสมอ
    2) ทำให้ทุกขณะเป็นโอกาสของการเรียนรู้
    3) น้อมนำสิ่งดี ๆ ที่ได้เรียนรู้มาปฏิบัติตามทันที และ
    4) มีน้ำใจเผื่อแผ่เผยแพร่สิ่งดี ๆ ที่ได้เรียนรู้มา ให้กับคนอื่นต่อ
    =ปิระมิดแห่งการเรียนรู้=
    สิ่งที่เกตส์ทำนั้นสอดคล้องกับ “ปิระมิดแห่งการเรียนรู้” มากทีเดียว National Training Laboratories ในสหรัฐระบุว่า
    ความสามารถในการ “จำ” สิ่งที่เราเรียนรู้มานั้นขึ้นอยู่กับวิธีที่เราเรียนรู้มัน คือ
    ถ้าเรียนรู้จากการอ่านเรา จะจำได้เพียง 10% ถ้าเราเรียนรู้จากการลงมือทำสิ่งนั้นเราจะจำได้ 75% และ
    ถ้าเราเรียนรู้ด้วยการประมวลผลไปสอนคนอื่นต่อนั้นเราจะจำเรื่องนั้น ๆ ได้ถึง 90%
    ทั้งเกตส์และบัฟเฟตต์ต่าง “ลงมือทำ” และ “สอนคนอื่นต่อ”!
    วันนี้คุณได้ลงมือทำอะไรดี ๆ และสอนอะไรดี ๆ ให้คนอื่นหรือยัง ?
  • พระตุ๋ย ชาคโร
    18/1/2016 05:43
    พระตุ๋ย ชาคโร
    การทำบุญ เป็นเรื่อง ควรสอน ยิ่ง

อย่ายึดสิ่งใด ?


17/1/2016 11:05
Sroikaew Phromsungnoen
@พธ ไลน๋
/////// พระ. ///////
หากเรายึดเอา ของเสื่อมได้ เช่น ของรัก หรือ คนรัก มาเป็นที่ตั้ง เพื่อความสุข ของเรา
นั่นคือการ ... มีความสุข บนความเสื่อม ในไม่ช้า ความทุกข์ จะต้องเข้ามา เพราะ สิ่งสร้างสุขนั้นๆ ต้องเสื่อม และ สลาย ลงไปในที่สุด เพียงแค่รอเวลา
หากไม่อยากทุกข์ ด้วยสิ่งนั้นจากเราไป หรือเราต้องจากมันไป
ก็ควรจะสร้าง ความสุข ที่ไม่เสื่อม ด้วย ... อย่ายึดสิ่งใด เพื่อ ผูกพัน อีกต่อไป
เมื่อยังยึดสิ่งใดไว้ ไม่มีเลย จะไม่ทุกข์ เพราะ สุขที่ มีมานั้นมันไม่ทน
และมีน้อยคน จะเข้าใจ .

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

กรรมฐาน

Piengjai Sutthirugsa10 พฤษภาคม 9:25
คุณlut ค่ะ ขอถามเพื่อความรู้นะคะ...การนับคำข้าว เป็นกรรมฐานใช่มั้ยคะ แล้วการสวดมนต์เป็นมั้ยคะ หญิงยังรู้น้อยมาก ขอคำแนะนำด้วยนะคะ
Iut Tui10 พฤษภาคม 12:57
ทั่วไปแล้ว
คนมักวางท่า ว่าตนรู้ทั้งที่ตนไม่รู้

แต่ ญ.Pieng กล้าบอกว่า ยังรู้น้อยมาก และขอความรู้

จึงต้องขออนุโมทนาในความเป็นปราชญ์ ด้วย สุ จิ* ปุ *ลิ ที่ท่านมี

ขอตอบเท่าที่พอมีค.รู้อย่าง ย่อ ไว้ก่อนจะกลับมาตอบแบบ อธิบาย ด้วยยังมีงานเฉพาะหน้าค้างอยู่

กรรมฐานนั้นมีมากมาย แล้วแต่มุมมอง แล้วแต่จริตนิสัยของแต่ละคน
เบื้องต้น ศ.ษ กรรมฐาน 40 ก่อนก็ได้ มี4 หมวดหลักคือ
ศพ10
กสิณ10
อนุสติ10
เบ็ดเตล็ด อีก 10
ทั้งหมดนี้ใช้สมถะ นำวิปัสสนา

การสวดมนต์ เป็นการระลึกถึง พระพุทธ/ธรรม/สงฆ์/จาคะ/ศีล/เทวดา/กาย/ลมหายใจ/ความตาย และ สุดท้ายคือนึกถึงนิพพานเป็นอารมณ์
สวดมนต์เป็นกรรมฐาน แต่ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของบทสวดว่า เกี่ยวข้องกับเรื่องใด

การนับคำข้าวเป็นการระลึกรู้หรื
การตั้งสติไว้กับการเคลื่อนไหวกายอยู่ใน
สติปัฏฐาน4 หมวดกาย ย่อยในสัมปชัญญะบรรพ
โดยสุดท้ายต้องจบที่พิจารณาเห็นว่า
กายนี้เป็นไตรลักษณ์ ไม่น่ายึดไว้ด้วยชอบใจ
เพราะมันไม่ใช่ตัวตนอะไร
มันเป็นของเสื่อมเท่านั้นเอง คือจบที่วิปัสสนา

ก่อนเจริญกรรมฐานสิ่งแรกที่ต้องรู้
ไม่ใช่เพียงเห็นเขาแล้วเอาอย่าง
มันย่อมไม่มีทางจะได้ดี
เพราะต่างคน ต่างมีจริตที่ต่างกัน

สิ่งที่ควรรู้คือตัวฉัน นั้นมีจริตอย่างไรกัน
เมื่อรู้แล้วก็จับไว้ให้มั่น ว่ากรรมฐานนั้นๆ
เหมาะดีแล้ว กับ จริต และวิธีคิดของเรา
Piengjai Sutthirugsa10 พฤษภาคม 14:42
สาธุค่ะ...ขอบคุณมากๆนะคะที่ได้สละเวลาให้ความรู้ จะพยายามทำความเข้าใจและหาอ่านเพิ่มค่ะ
เราจะรู้ได้ยังไงค่ะว่า เรามีจริตแบบใด
Iut Tui11 พฤษภาคม 6:32
ลองค้นคำว่า จริต๖
เพื่อห็นภาพรวมก่อน จะง่ายขึ้นต่อความเข้าใจ

พระอรหันต์ท่านก็ผิดได้
เพราะท่านไม่ใช่สัพพัญญู
ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียว ในศาสนานี้

แม้ท่านจะได้รางวัลที่ตัวแทนโลกแต่งตั้งให้ ก็อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพราะโลกยิ่งไม่รู้เรื่องธรรม ยิ่งมาจากต่างศาสนายิ่งแล้วไปใหญ่เลย

ราคะ คือราคะ ไม่ใช่โลภะอย่างที่บางท่านแปล
ไม่อร่อยแต่ยังกินต่อ คือโลภะ
ไม่อร่อย เลิกกินเลย คือ ราคะจริต
อย่าคิดว่า เหมือนกัน
ชอบใช้คำว่า ไวพจน์
ที่จริง คือไม่เข้าใจความจริง เพราะ ไม่ละเอียดพอจะเข้าใจ หากความหมายเหมือนกันแล้วจะทรงตรัส คำที่แตกต่างกันเพื่อประโยชน์อะไร?

อย่าเพิ่งเชื่อ .ข้อความนี้.
หากยังไม่ได้พิจารณาให้ดีพอ
Sroikaew Phromsungnoen11 พฤษภาคม 10:56
สมาธิภาวนา

๏ จริต 6 ๏

คำว่าจริยา หมายถึงลักษณะอันเป็นพื้นฐานของจิต หรือนิสัยอันเป็นพื้นเพของบุคคลแต่ละคน
คำว่าจริต ใช้เรียกบุคคลที่มีจริยาอย่างนั้นๆ เช่น คนมีโทสจริยา เรียกว่า โทสจริต

จริตนั้นแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 6 ประเภท หรือ 6 จริต คือ

๑.ราคจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางราคะ รักสวยรักงาม ละมุนละไม ชอบสิ่งที่สวยๆ เสียงเพราะๆ กลิ่นหอมๆ รสอร่อยๆ สัมผัสที่นุ่มละมุน และจิตใจจะยึดเกาะกับสิ่งเหล่านั้นได้เป็นเวลานานๆ
๒.โทสจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางโทสะ ใจร้อน วู่วาม หงุดหงิดง่าย อารมณ์รุนแรง โผงผาง เจ้าอารมณ์
๓.โมหจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางโมหะ เขลา เซื่องซึม เชื่อคนง่าย งมงาย ขาดเหตุผล มองอะไรไม่ทะลุปรุโปร่ง
๔.วิตักกจริต หรือวิตกจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางฟุ้งซ่าน คิดเรื่องนี้ทีเรื่องนั้นที เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่สามารถยึดเกาะกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ
วิตก แปลว่าการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ หรือการเพ่งจิตสู่ความคิดในเรื่องต่างๆ ไม่ได้หมายถึงความกังวลใจ วิตกจริตจึงหมายถึง ผู้ที่เดี๋ยวยกจิตสู่เรื่องโน้น เดื๋ยวยกจิตสู่เรื่องนี้ ไม่ตั้งมั่น ไม่มั่นคงนั่นเอง
๕.ศรัทธาจริต หรือสัทธาจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางศรัทธา น้อมใจเชื่อ เลื่อมใสได้ง่าย ซึ่งถ้าเลื่อมใสในสิ่งที่ถูกก็ย่อมเป็นคุณ แต่ถ้าไปเลื่อมใสในสิ่งที่ผิดก็ย่อมเป็นโทษต่างจากโมหจริตตรงที่โมหจริตนั้นเชื่อแบบเซื่องซึม ส่วนศรัทธาจริตนั้นเชื่อด้วยความเลื่อมใส เบิกบานใจ
๖.ญาณจริต หรือพุทธิจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางชอบคิด พิจารณาด้วยเหตุผลอย่างลึกซึ้ง ชอบใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริง ไม่เชื่ออะไรโดยไม่มีเหตุผล

โดยความเป็นจริงแล้ว คนเรามักมีจริตมากกว่า 1 อย่างผสมกัน เช่น ราคโทสจริต ราคโมหจริต โทสโมหจริต ราคโทสโมหจริต สัทธาพุทธิจริต สัทธาวิตกจริต พุทธิวิตกจริต สัทธาพุทธิวิตกจริต เป็นต้น เมื่อรวมกับจริตหลัก 6 ชนิด จึงได้เป็นบุคคล 14 ประเภท หรือ 14 จริต

ซึ่งบุคคลแต่ละจริตก็เหมาะที่จะทำกรรมฐานแต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป
Sroikaew Phromsungnoen11 พฤษภาคม 12:55
ประโยชน์ของการรู้อารมณ์จริต
นักปฏิบัติควรรู้อาการของจริตที่จิตของตนคบหาสมาคมอยู่ เพราะการรู้อารมณ์จิตเป็นผลกำไรในการปฏิบัติ เพื่อการละด้วยการเจริญสมาธิก็ตาม พิจารณาวิปัสสนาญาณก็ตาม ความสำคัญอยู่ที่การควบคุมความรู้สึกของอารมณ์ ถ้าขณะที่กำลังตั้งใจกำหนดจิตเพื่อเป็นสมาธิ หรือพิจารณาวิปััสสนาญาณอารมณ์จิตเกิดฟุ้งซ่าน ก็จะได้น้อมนำเอาพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มาประคับประคองใจให้เหมาะสมเพื่อผลในสมาธิ หรือหักล้างด้วยอารมณ์วิปัสสนาญาณเพื่อให้ได้ฌานสมาบัติ หรือมรรคผลนิพพาน พระธรรมเพื่อผลของสมาบัติ ท่านเรียกว่า "สมถกรรมฐาน" มีทั้งหมด 40 อย่าง

อสุภกรรมฐาน 10
อนุสสติกรรมฐาน 10
กสิณ 10
อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1
จตุธาตุววัฏฐาน 1
พรหมวิหาร 4
อรูป 4
แบ่งกรรมฐาน 40 ให้เหมาะแก่จริต

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึง ความเหมาะสมในกรรมฐานต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับอารมณ์จิตที่มีความข้องอยู่ในขณะนั้น ว่า เมื่อใดอารมณ์จิตของท่านผู้ใดข้องอยู่ในอารมณ์ชนิดใด ก็ให้เอากรรมฐานที่พระองค์ทรงประทานไว้ว่าเหมาะสมกันเข้าพิจารณา หรือภาวนาแก้ไขเพื่อความผ่องใสของอารมณ์จิต เพื่อการพิจารณาวิปัสสนาญาณ เพื่อมรรคผลนิพพานต่อไป กรรมฐาน 40 กองที่ท่านได้จำแนกไว้ เพื่อเหมาะสมกับจริตมีดังนี้

1. ราคจริต
ราคจริตนี้ กรรมฐานที่เหมาะคือ อสุภกรรมฐาน 10 กับกายคตนานุสสติ 1 เมื่ออารมณ์รักสวยรักงามเกิดขึ้นแก่อารมณ์จิต จิตข้องอยู่ในกามารมณ์เป็นปกติ ก็เอากรรมฐานนี้พิจารณาเป็นปกติ จนกว่าอารมณ์จะสงัดจากกามารมณ์ เห็นคนและสัตว์และสรรพวัตถุที่ชมชอบว่าสวยงดงาม กลายเป็นของน่าเกลียดโสโครกโดยกฎของธรรมดา จนจิตใจไม่มั่วสุมกับความงามแล้ว ก็พิจารณาวิปัสสนาญาณโดยยกเอาขันธ์ 5 เป็นอารมณ์ ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ไม่มีในเรา

2. โทสจริต
คนมักโกรธ หรือขณะนั้นมีอารมณ์โกรธพยาบาทเกิดขึ้น ท่านให้เอากรรมฐาน 8 อย่าง คือ พรหมวิหาร 4 วัณณกสิณ 4 (วัณณกสิณ 4 ได้แก่ นีลกสิณ เพ่งสีเขียว โลหิตกสิณ เพ่งสีแดง ปีตกสิณ เพ่งสีเหลือง โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว) ทั้ง 8 อย่างนี้เป็นกรรมฐานระงับดับโทสะ เลือกที่เหมาะสมมาเพ่งและใคร่ครวญพิจารณา อารมณ์โทสะจะค่อย ๆ คลายตัวระงับไป

3. โมหะ และ วิตกจริต
อารมณ์ที่ตกอยู่ในอำนาจของความหลง และครุ่นคิดตัดสินใจไม่ค่อยได้นั้น ท่านให้เจริญอานาปานานุสสติกรรมฐานอย่างเดียว อารมณ์ความลุ่มหลงฟุ้งซ่านก็จะสงบระงับไป

4. สัทธาจริต
ท่านที่เกิดสัทธาความเชื่อ ท่านให้เจริญกรรมฐาน 6 อย่าง คือ อนุสสติ 6 ประการ คือ

พุทธานุสสติกรรมฐาน
ธัมมานุสสติกรรมฐาน
สังฆานุสสติกรรมฐาน
สีลานุสสติกรรมฐาน
จาคานุสสติกรรมฐาน
เทวตานุสสติกรรมฐาน

ทั้ง 6 อย่างนี้จะทำให้จิตใจของท่านที่ดำรงสัทธาผ่องใส
5. พุทธิจริต
คนเฉลียวฉลาดรู้เท่าทันเหตุการณ์ มีปฏิภาณไหวพริบดี ท่านให้เจริญกรรมฐาน 4 อย่าง

มรณานุสสติกรรมฐาน
อุปมานุสสติกรรมฐาน
อาหาเรปฏิกูลสัญญา
จตุธาตุววัฏฐาน
กรรมฐานที่เหมาะแก่จริตทั้ง 6 ท่านจัดไว้เป็น 5 หมวด รวมกรรมฐานที่เหมาะแก่จริต โดยเฉพาะจริตนั้น ๆ รวม 30 อย่าง หรือ 30 กอง ที่เหลืออีก 10 กอง คือ อรูป 4 ภูตกสิณ 4(ปฐวีกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ อาโปกสิณ) และอาโลกกสิณ 1 อากาสกสิณ 1 รวมเป็น 10 อย่าง ซึ่งเป็นกรรมฐานเหมาะแก่จริตทุกอย่าง แต่สำหรับอรูปนั้น ถ้าใครต้องการเจริญ ท่านให้เจริญฌานในกสิณให้ได้ ฌาน 4 เสียก่อน แล้วจึงเจริญในอรูปได้ มิฉะนั้นแล้วจะไม่เป็นผลสำหรับผู้ฝึกสมาธิใหม่เพราะอรูปละเอียดเกินไป
Sroikaew Phromsungnoen11 พฤษภาคม 12:55
การเลือกกรรมฐานให้เหมาะสมกับจริต
avatar
ooo


การเลือกกรรมฐานให้เหมาะสมกับจริต

(จากพระอภิธรรมศึกษา โชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)

ต้องพิจารณาว่าอุปนิสัยของขเงเรามีความโน้มเอียงหรือหนักไปทางใดมากที่สุด มีหลักพิจารณาดังนี้

1. ราคจริต เป็นประเภท รักสวยรักงาม ยืน เดินละมุน ละไม ไม่รีบร้อน พิถีพิถันแต่งตัวเครื่องประดับ ชอบบริโภคอาหารรสกลมกล่อม ประณีตและหวาน ทำการใดๆก็ไม่รีบ แต่เรียบร้อยมีระเบียบ

2. โทสจริต มีนิสัยหนักไปทางโทสะ ใจร้อน หงุดหงิดง่าย อารมณ์รุนแรง ทำการงานสะอาด แต่ไม่ค่อยเรียบร้อยปราณีต ชอบอาหารรสจัด เดินเร็ว ฝีเท้าหนัก ชอบวิวาท ยอมหักไม่ยอมงอ

3.โมหจริต นิสัยหนักไปทางโมหะ เชื่อคนง่าย ตื่นข่าวลือ งมงาย ไม่กระปรี้กระเปร่า เหม่อลอย ท้อถอย ไม่ค่อยสะอาดเรียบร้อย ชอบเผลอสติ

4.สัทธาจริต นิสัยนักไปทางศรัทธา เลื่อมใสง่าย ไม่มีมารยาสาไถย เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ครูอาจารย์

5.วิตกจริต นิสัยหนักไปทางวิตกกังวล ย้ำคิด ฟุ้งซ่าน วาดวิมานในอากาศ กลัวล่วงหน้าทั้งที่เหตุการณ์ยังไม่มาถึง

6.พุทธิจริต นิสัยหนักไปทางชอบใช้เหตุผล สติปัญญา ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ชอบศึกษาครุ่นคิด



กรรมฐานที่เหมาะกับจริต6

1. ราคจริต ควรเจริญ อสุภะ 10 และ กายคตสติ 32

2. โทสจริต ควรเจริญพรหมวิหาร 4 หรือ วรรณกสิณ4 ได้แ่ก่ กสิณาีแดง ขาว เขียว เหลือง

3. โมหจริต ควรเจริญอานาปานสติ

4.สัทธาจริต ควรเจริญ อนุสสติ 6

5. วิตกจริต ควรเจริญ อานาปานสติ (เช่นเดียวกับโมหะจริต)

6.พุทธิจริต ควรเจริญ มรณานุสติ อุปสมานุสติ จตุธาตุววัฎฐานและ อาหาเรปฎิกูลสัญญา

Sroikaew Phromsungnoen11 พฤษภาคม 12:56
ไม่ทราบจะตรงจุดประสงค์ของพระหรือไม่ อันนี้สั้นดี
มี สมถกรรมฐาน มี40อย่าง เกรงว่าจะยาวไป
แต่ หากพระประสงค์ จะนำมาลงได้ค่ะ

ผิดพลาดประการใด ดิฉันกราบขออภัยด้วยเจ้าค่ะ
Iut Tui11 พฤษภาคม 14:07
ดีมากเลยทีเดียว

สร้อยแก้ว

หากทำให้บางคนเข้าใจ เรื่องกรรมฐาน ได้เพิ่มขึ้น ธรรมทาน ในครั้งนี้ย่อมเป็นผลอย่างยิ่ง ย่อมมีคุณค่าอย่างสูงเลยทีเดียว

ขออนุโมทนา ด้วยนะ

แต่หากมีเนื้อความอีกจะค่อยๆ ทะยอยลง ให้ได้อ่านกัน
Iut Tui11 พฤษภาคม 14:08
ก็ยิ่งดีใหญ่ เลย

ตามระลึกถึงความทุกข์

Iut Tui8 พฤษภาคม 13:41
ตามระลึก
ถึงความทุกข์
เพื่อสร้างทุกข์...
นั้นไม่สุข

ตามระลึก
ถึงความทุกข์
เพื่อดับทุกข์
นั้นสุขแท้ .

ของควรแก่ ..การถวาย

Iut Tui5 พฤษภาคม 16:14
ข้าว น้ำ ผ้า
ยาน บ้าน เบาะ
ไม้ หอม ย้อม ไฟ
ของควรแก่ ..การถวาย

การพัฒนาตน

Iut Tui1 พฤษภาคม 23:05
ความคิดของผู้นำ ผู้ยิ่งใหญ่ที่เพิ่งสิ้นชีวิตไปไม่นานนี้
เขามองว่า

80% ในความสำเร็จของผู้นำจะได้มาจากการปลูกฝัง
ของทางบ้าน

ส่วน 20% ที่เหลือเกิดจากการสะสมบ่มความรู้
ของตนเองจากนอกบ้าน

แต่ในความรู้สึกส่วนตัว กลับเห็น ตรงข้ามว่า


บ้าน ..ปลูกฝังนิสัย เพื่อให้คนประสบความสำเร็จได้เพียง ส่วนน้อยเท่านั้น ..และ ..

การพัฒนาตนด้วยตนนั่นแหละ ที่จะนำส่วนใหญ่ของความสำเร็จมาให้ตน เพราะ...

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จ หลายต่อหลายคน มักมาจากครอบครัวที่ลำบาก ยากจน แต่ พวกเขาเหล่านั้น ..
มักมีความขยันอดทนเป็นพิเศษ..
มักชอบศึกษาหาความรู้ อย่างไม่เบื่อหน่าย..

มิเช่นนั้นแล้ว ครอบครัว ผู้นำประเทศจะมีเพียงไม่กี่ครอบครัว
ครอบครัวไหนเป็นผู้นำ ก็จะเป็นผู้นำตลอดไปไม่เคยเปลี่ยน


แต่ในความเป็นจริงแล้ว สกุลใหญ่ จะเสื่อมลง เรื่อยๆ แล้วหมดอำนาจในที่สุด

สกุลที่ไม่เคยรุ่งเรืองมาก่อน ก็มักก้าวหน้าขึ้น
ประเทศที่รุ่งเรืองสูงสุดแล้วก็ต้อง เสื่อม และล่มสลายลง

ประเทศที่ยิ่งใหญ่อยู่ในปัจจุบัน ก่อนหน้าจะยิ่งใหญ่ได้ก็
เคยเป็นประเทศที่ไม่ได้มีความสำคัญเท่าปัจจุบันนี้มาก่อนทั้งสิ้น
Iut Tui1 พฤษภาคม 23:06
การพัฒนาตน มีในท่าน ในวันนี้ แล้วรึยัง?

อากาศ..อากาส

Iut Tui29 เมษายน 19:46
อากาส ไม่ได้หมายถึง อากาศ อย่าง ภาษาไทย

แต่ อากาส นี้หมายถึง ช่องว่าง ใกล้กับคำว่า อวกาศ ในปัจจุบันมากกว่า แต่ก็ ไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะ ในอวกาศ นี้จะไม่มีลม

แต่ อากาส ในภาษาบาลี จะมีลม หรือไม่มีลมก็มี อากาส ได้ เพราะ ไม่ได้มุ่งสนใจ ไปที่ลม แต่ให้ความสนใจที่ ช่องว่างระหว่าง ๒ สิ่งมี่มีระยะห่างออกจากกัน

@ ส่วนลม ในภาษาบาลี (จะไม่ขอแปลบาลีตามพวกเรียน ปริยัติ นะเพราะหากใครไปค้นตำรา รับรองว่า จะไม่เหมือนอย่างที่แปล อยู่นี้)
เพราะลม ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวให้เราเห็นก็ได้ เหมือนเรานั่งอยู่ในห้องที่ไม่รู้สึกว่ามี ลม แต่ที่จริงมันมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด แต่ท่านไม่รู้สึก และมองไม่เห็นความเคลื่อนไหวที่ละเอียดนั้น แต่ถ้าอยากเห็นก็ลองจุดธูปให้เกิดควัน เราจะสามารถเห็นความเคลื่อนไหวของลมในห้องได้ ทั้งที่เราไม่รู้สึกถึงการเลื่อนไหวของลมเลย แปลอย่างหยาบๆ

ลมหมายถึง ..อากาศ
ที่เราหายใจนั้นแหละ

ส่วน อากาส นั่นหมายถึงช่องว่าง

ลมเป็นสิ่งที่ มี
...แต่มัน มอง ไม่เห็น

ส่วน

อากาส ..คือสิ่งที่ เห็น
แต่มัน ..ไม่มี


การเรียนจากการปฏิบัติ ไม่เหมือนการเรียน ด้วยตำรา โดยไม่ได้ทำ
หากใครอยากอ่านตำราก็เชิญตามสบาย แต่อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าใช่ ถ้าท่านเป็นเพียง

ผู้เข้า .. หู ไม่ใช่
ผู้เข้า ..ใจ
Iut Tui29 เมษายน 20:05
อยากรู้ว่านักปริยัติ แปลภาษา ให้เราเข้าใจได้ไหม?
ลองถามเขาดูว่า

วาโยกะสิณ .. ต่างกับ
อากาสะกะสิณ และ
อากาสานัญจายะตะนะ อย่างไร ?

ท่านอาจจะได้รับคำตอบที่ งง
มากกว่าตอนก่อนที่จะได้รับคำตอบ ..เลยทีเดียว

Sroikaew Phromsungnoen29 เมษายน 22:35
///พระ///
@ พื้นดินทวีป ลอยอยู่ เหนือน้ำ

@ โลกที่เต็มไปด้วยน้ำ ถูก ห่อด้วย ธาตุลม(ออกซิเจน
ไฮโดรเจน
คาร์บอนไดฯ
ไนโตรเจน
ฯลฯ
ลม หรือ เรียกว่า บรรยากาศโลก )

@ สิ่งหุ้ม


สิ่งที่หุ้มบรรยากาศโลก(หรือ ลม)นี้ คือ ช่องว่าง อันเวิ้งว้าง ว่างเปล่า..ไม่ได้ตั้งอยู่บนอะไร เพราะ มันเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไร มันคือความว่าง หรือช่องว่างอันไม่มีขอบเขตใดๆ