วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

โอปาติกะ

ผี หมายถึง โอปาติกะ คือ สัตว์ที่เกิดโดยผุดขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าจะ สัตว์นรก


เปรต อสุรกาย เทวดา หรือ  พรหม ทั้งหมด คือผี หากอยากเจอเทวดา

หรือพรหม ซึ่งเป็น รูปที่สวยงามอย่างยิ่ง ก็ขอให้อยากเจอผีนะ  แต่ถ้า

ต้องการมอบความเมตตา ต่อสัตว์ผู้ยาก โอกาสได้พบกับภูมิที่ต่ำกว่าก็

เป็นเรื่องดี ที่จะได้อุทิศส่วนกุศล คนกลัวผี มักไม่เจอผี แต่คนที่เจอผี 

ตอนนั้นจะไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างใดเลย



พระตุ๋ย ชาคโร  ๕๗๑๒๒๙ ๑๙๔๙

อลัชชี



ไวยาวัจกร

๑บรรพชิตจะรับเงินเอง ไม่ได้   ๒ให้คนอื่นรับแทนไม่ได้  ๓ยินดีในเงินที่ได้รับนั้นไม่ได้ ผิดวินัยทั้งหมด
วิธีปฏิบัติคือ
๑ ให้ถาม พระที่เราต้องการจะถวายมูลค่าเพื่อปัจจัยที่สมควรแก่สมณะนั้นว่า
“ใครเป็นไวยาวัจกรของท่าน” ท่านก็จะบอกให้ว่าเป็นใคร เพราะ ท่านก็จะไม่รู้ว่าโยมมีธุระอะไรกับไวยาวัจกรของท่าน อาจจะเป็นฝากให้ประเคนอาหารในวันรุ่งขึ้น หรือ เภสัช ๕ถวายมากเกินกว่าใช้หมดใน ๗ วันจึงฝากไว้ให้ไวยาวัจกรเป็นผู้จัดถวายประเคนให้ในจำนวนที่เหมาะสม หรือ อาจจะฝากต้นไม้ไว้ให้ไวยาวัจกรปลูก พระก็ไม่มีทางรู้ว่าโยมมีธุระอะไรกับไวยาวัจกรของท่าน การที่ท่านบอกไวยาวัจกรของท่านจึงไม่ได้หมายความว่า จงเอาเงินไปให้คนนั้นนะ
๒ ถ้าต้องการถวายมูลค่าปัจจัย(เงิน) ก็ให้นำไปฝากไว้ที่ไวยาวัจกรที่พระเป็นคนบอก หรือเรารู้ว่าเป็นใครจะไปฝากไว้ให้คนนั้นเองเลยก็ได้
 ๓ กลับไปบอกบรรพชิต(พระ หรือ เณร)นั้นว่าได้ฝากมูลค่าปัจจัยเพื่ออะไรก็ระบุได้ เช่น เพื่อเป็นค่าจีวร หรือไม่ระบุก็ได้ (เพราะท่านอาจจะต้องการหนังสือ ปากกา นี่ไม่ใช่ ปัจจัย๔ อาหาร ผ้า ยา ที่อยู่)ไว้ที่คนชื่อนั้นๆ
          ดูเพิ่มเติมได้ในข้อ 10 นิสสัคคิยปาจิตตีย์ หมวดบาตร
ก็เป็นอันจบวิธีการถวายมูลค่าปัจจัย อย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเอาเงินไปให้พระโดยตรง
เราเคยได้ยินว่า พระทางเหนือ บางวัดท่านกินข้าวเย็นกัน แล้วก็บอกว่า พระที่ไม่ฉันข้าวเย็นเป็นพวกอวดว่าตัวเองเคร่ง(เอากับท่านซิ ถ้าตัวเองเลว แปลว่าคนอื่นที่ทำดีเขาแกล้งทำ อืมนะ)
แล้วเราก็ได้ยินมาอีกว่า พระที่ไม่รับเงินเป็นพวกอวดเคร่ง เพราะตัวเองก็รับเงินเหมือนกันแค่ผ่านมือโยมเท่านั้น อันนี้เป็นไปเพื่ออวดชาวบ้าน แต่พวกที่รับกับมือตรงเป็นพวก ปากกับใจตรงกัน ท่านดีกว่าคนที่ไม่รับเงินเสียอีก (แบบนี้ก็มีนะ เทปท่านคนได้ยินไปทั่วประเทศ ทำให้พระที่ทำตามพระวินัยได้รับสายตาว่า พวกตอแหล หลอกลวงชาวบ้าน)

อยากให้พวกเราได้มองในจุดนี้นะ ว่าพระองค์ไม่ได้ห้ามเรื่องการเกี่ยวข้องกับเงินทอง แต่พระองค์ทรงวางแนวทางปฏิบัติไว้ เพื่อ เงินจะได้ไม่อยู่กับพระ พระก็จะไม่มีข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่าโจรเข้าห้องพระแล้วใช้มีดเสียบถึงตาย หรือข่าวว่าพระซื้อยาบ้าเสพ ซื้อกาม เพราะไม่ได้ถือเงินเองจึงต้องจัดหาข้าวของโดยมีโยมเป็นพยาน ของที่หาจึงเป็นของที่ควร พวกบวชเพื่อหาช่องทำกินก็น้อยลง โยมที่ศรัทธาในพุทธอยู่แล้วก็ศรัทธามากขึ้น ผู้ยังไม่ศรัทธาก็ศรัทธามากขึ้น พวกเขาก็มีโอกาสฟังเรื่องที่ทรงสอนให้ผ่อนจากทุกข์ได้มากขึ้น ยังไงๆเราก็มั่นใจว่าถ้าไม่ดี พระองค์ไม่ทรงให้ทำ ใครอยากรับก็เรื่องของเขา ไม่ต้องตำหนิ เพราะเขาอาจจะเป็นพระอริยะแล้วก็ได้ ใครไปตำหนิเข้าเดี๋ยวจะหาเรื่องไปอบายซะเปล่า พระอรหันต์ไม่ใช่ผู้ที่ทำอะไรทุกอย่างถูกต้องเสมอไปนะ อย่าเข้าใจอย่างนั้น ไม่งั้นท่านคงไม่เป็นต้นบัญญัติให้พระองค์ทรงบัญญัติวินัยขั้นฟังทุกครึ่งเดือน อย่างปาจิตตีย์หรอก เช่น นอนมุงบังเดียวกับหญิง เหาะเอาบาตร เป็นต้น ท่านไม่ใช่แค่อรหันต์ธรรมดานะ แต่เป็น เอตทัคคะด้วย ดังนั้นพระที่ทำผิดก็อย่าไปตำหนิท่าน ปล่อยท่านรับกรรมของท่านไป เราอย่าไปรับด้วย แต่ข้อสำคัญกว่า เราอย่าได้สนับสนุนในเรื่องที่ผิดนั้นๆก็แล้วกัน เพราะถ้าท่านปิดอบายได้แล้ว แต่เรายังไม่ได้ จะเหลือแต่เราไปอบายเพียงลำพัง ท่านไม่ไปด้วย

โดย พระตุ๋ย ชาคโร

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

กาแฟ

พระตุ๋ย ชาคโร ผ่าน LIEKR


สารเสพติด นี่ของดี สำหรับใคร ?
ใช่ผู้ผลิต ผู้ขาย หรือไม่ หรือใครกัน ?



New Comer Return เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับ สุขภาพ มีเรื่องเกี่ยวกับกาแฟ เขา(งานเขียนของหมอเมืองนอก จำชื่อไม่ได้ค่ะ)บอกว่า ดื่มวันละ 1-2 แก้ว ตอนเช้า มีประโยชน์นะคะ แต่ต้องเป็นกาแฟดำ แต่ที่เห็นดื่มกันทั่วไป มันมีนม น้ำตาล น้ำตาลเทียม ฯลฯ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ หรือเปล่าคะ เพราะแม้แต่ ฝิ่น ก็ ยังใช้เป็นยาได้ ในตำรายา สมุนไพรไทย น่ะค่ะ
http://www.summacheeva.org/index_article_coffee.htm
http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/.../%E0%B8%81%E0%B8%B2.../


พระตุ๋ย ชาคโร ยากินเมื่อไร จึงจะเรียกว่าเป็นยา

เหล้า กินเพื่อรักษาโรคย่อมเป็นยา

แต่เราเคยรู้จักใครแม้สักคนไหม ..ที่เขากินเหล้าเพื่อเป็นยา

กาแฟแก้โรคอะไรได้หรือ สำหรับคนที่ไม่ป่วย?

คนหัวใจเต้นอัตราปกติ ไม่จำเป็น ต้องกระตุ้นหัวใจ
ฉันใดก็ฉันนั้น

ฉันอยากฉันกาแฟ..














พระตุ๋ย ชาคโร
24 มีนาคม 20:12
ผู้รู้ ไม่ละโมบ
ผู้โลภ ไม่ละวาง

อะไรที่เสพแล้วติด ไม่ควรคิดที่จะลอง

เหล้าเป็นยาดียิ่งกว่ากาแฟ เป็นยาดำในตำรับยาจำนวนมหาศาลที่ต้องใช้เหล้าขาวเป็นตัวประกอบ ..เพื่อละลายตัวยาหลักออกมา

ยาดีขนาดนี้พระพุทธองค์ยังทรงห้าม
เพราะเมื่อชั่งน้ำหนักแล้วมันไม่คุ้ม
บริโภคเพื่อรักษาเท่านั้น
ไม่ใช่กินเพื่อเพลิดเพลิน
กาแฟยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ไม่มีหมอคนไหนจ่ายกาแฟเป็นยาแก้ ยากันโรคเบาหวาน อย่างที่งานวิจัยบอกมาเลย
ทุกวันนี้เขากินกาแฟ เพื่อรักษา เพื่อแก้ เพื่อกัน
หรือเขากินเอามันส์ กันอย่างเดียว

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559

คำแปลที่ควร






















พระตุ๋ย ชาคโร เมื่อแปลผิดแต่เริ่มซะแล้ว

ก็ต้องเข้าใจความหมายผิด

แล้วก็ตามด้วยทำผิด

แม้หันหัวเรือผิดไปเพียงแค่องศาเดียว ไม่ควรคิดว่าไม่มีผลเพราะยิ่ง

เดินทางไปไกลเท่าไหร่...ก็ยิ่งห่างจากจุดหมายออกไปไกลเท่านั้น

ผู้ที่ทำผิดโดยไม่คิดจะเรียนรู้

ใครจะเอ็นดู ท่านได้นาน


สัจธรรมของโลก

พระตุ๋ย ชาคโร2 มีนาคม 19:39
สัจธรรมของโลกคือ เกิดขึ้น เติบโต เสื่อมลง สุดท้ายต้องดับลง
ทุกคนที่เจอกัน ต้องจากกันหมด
ไม่ว่าจะรักกัน ชอบกัน ผูกพันธ์กันขนาดไหน
ก็ต้องจากกันทั้งนั้น ไม่ว่าพ่อแม่ลูกเมีย
จะจากเป็นหรือจากตาย
ก็ผลเหมือนกันคือต้องจากกัน
ยิ่งชอบอะไรมาก ยิ่งทุกข์มาก
เพราะต้องจากกับของที่รักของที่ชอบ

คนจะทุกข์น้อยถ้าผ้าขี้ริ้วหาย
แต่ถ้าผู้ชาย ผู้สาวของเราหาย
ก็คงเจ็บเจียนตาย

หมั่นถอนค รู้สึกพอใจ ไม่พอใจ
ออกเสียบ้างนั้นแหละทางเดียว
เพื่อความแข็งแกร่งในก ซ้อม
เพื่อรับมือกับของจริง ที่จะต้องเจอกันทุกคน
โดยไม่อาจเลือกวันได้เอง

การพ่ายแพ้ตัวเอง

พระตุ๋ย ชาคโร3 มีนาคม 3:26
ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่หาก
ขาดความรับผิดชอบ
ขาดสัจจะ
ขาดความมั่นคงในใจ

ย่อมไม่อาจเป็นผู้ชนะได้

ที่เลวร้ายที่สุดของการพ่ายแพ้คือ การพ่ายแพ้ตัวเอง ซึ่งตรงข้ามกับชัยชนะยิ่งใหญ่คือการเอาชนะใจตัวเอง
คนที่จะพัฒนาตนเองได้ ต้องเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง มีจุดยืน จุดยึดต่อความดีที่ตนมี ไม่ยอมให้ความเหลาะแหละ
โลเล ความไม่รับผิดชอบ ต่อชั่ว-ดี เข้าครอบงำ จนทำให้ตัวเองได้รับความมัวหมอง หากปล่อยไว้ยิ่งนานวันยิ่งเศร้าหมอง จนต้องมืดมนและ..เศร้าใจในที่สุ

ยุติธรรม หมายถึง ?

พระตุ๋ย ชาคโร4 มีนาคม 0:05

- สำหรับคำว่า เพื่อน แล้วคงไม่มีใคร แสวงหา ความยุติธรรม
เพราะคำว่า ยุติธรรม หมายถึง
ธรรม อันเป็นเหตุทำให้เรื่องนั้นยุติลง
คำว่า “มิตรภาพ” มีใครหรือ ? ที่ต้องการให้มัน ยุติ

- ใครที่เรียกร้องความยุติธรรมแล้ว คงไม่มีคนอยากได้เขามาเป็นเพื่อน
เพราะเขาไม่ใช่ เพื่อน

- เพื่อนไม่ใช่สิ่งที่ควรมีแบบชั่วคราว
แต่กลับตรงกันข้ามเราควรจะมีให้ยาวนานที่สุดอย่างไม่มีที่ยุติ นั่นแหละจึงจะเป็น เพื่อนแท้ๆ

- เพื่อนใส่ใจที่จะให้... ไม่ใช่สนใจที่จะรับ

- หากใครมีแต่จะเข้ามาเอา เขาคนนั้นไม่ใช่ เพื่อน

- ธรรม หากใครแสวงหา ผู้นั้นเป็นผู้มีคุณธรรม ควรแก่การแสวงหามาไว้เป็นเพื่อนไหม

- หากท่านคิดแต่จะเข้ามาอ่าน คิดแต่จะเข้ามาเอา
ท่านไม่ใช่เพื่อน ท่านไม่มีธรรม
ท่านก็เป็นได้แค่ เพื่อนที่ไม่มีธรรม เป็นได้แค่นั้นจริงๆ

เมื่อไม่ทำด้วยกำลังของเรา แม้เพียงให้กำลังใจเขาก็ยังดี

หว้งว่าทุกคนคงจะได้ ภาวนา (พัฒนา) กันนะ
ขอให้ทุกคนสำเร็จในพรทั้งสามประการ นะทุกคน

การดูคนอื่นทำ ไม่ทำ ให้เรา" ทำเป็น "

พระตุ๋ย ชาคโร4 มีนาคม 0:05
- สังคมที่ต่างคนต่างอยู่ กับสังคมที่เอื้ออาทร
เราอยากอยู่ในสังคมแบบไหน ? เราเป็นคนเลือกเอง
ด้วย ความประพฤติ และการปฏิบัติของเราเอง ไม่ได้อยู่ที่ " ตัว สังคม "
ที่มันจะเปลี่ยนไปตามคนนั้นๆเป็

- ยิ่งเสีย..ยิ่งสละ..ยิ่งให้.. ยิ่ง " ได้ " ในสิ่งที่ควรได้
ยิ่งเสีย..ยิ่งสละ..ยิ่งให้.. ยิ่ง " เสีย " ในสิ่งที่ไม่ควรมี

- เราเป็นคนเลือกเอง ว่าเราจะเก็บอะไรไว้ แล้วเอาอะไรทิ้ง ?
อยากทิ้งประโยชน์คนอื่น แล้วเก็บประโยชน์ตนไว้ แต่ผลในที่สุด
เราจะได้อะไร แล้วเราจะต้องเสียอะไร คุ้มไหม ที่เลือกอย่างนั้น

- กรุณาทำให้เกิดปัญญา ปัญญานำไปสู่ ความหลุดพ้น
ผู้ให้ปัญญาย่อมได้ปัญญา อันยิ่ง

- หากรู้สึกว่า เราไม่มีเวลา เราจึงควรใช้เวลา ให้มีคุณค่าที่สุด
แล้วอะไรคือสิ่งมีคุณค่าที่สุดสำหรับเรา

- อะไรเป็นสิ่งที่ "ควรแสวงหา" ในขณะมีชีวิต เคยคิดบ้างไหม ?
หรือจะเพียงปล่อย " ชีวิต " ให้ไหลผ่านไป หมดไป วันต่อวัน

- อายุเกิน ๑๐๐ ปีมีซักกี่คนที่ไปถึง แต่ ในที่สุดแล้วทุกคนไม่มีเว้นแม้
แต่คนเดียวเขาไปไหนกัน ? พร้อมรึยัง สำหรับ วันนั้น วันที่ไม่มีใคร
ต้องการรอคอย

- ของที่ชอบ ,คนที่ชอบ ,สิ่งที่ชอบ ( เที่ยว-เพลง เกม คำชม อำนาจ ฯลฯ )
มีใครเอาติดตัวไปได้บ้างไหม ?

- ควร " เห็นสิ่งเป็นสาระว่าเป็นสาระ " และ "เห็นสิ่งไม่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ "
บุญทั้ง ๑๐ ทำให้เป็น ในขณะยังมีชีวิต ก่อนจะหมดเวลาของชีวิตลง
ซึ่งเรื่องนี้ลิขิตเองไม่ได้ แม้แต่คนฆ่าตัวตาย

- สำหรับความดีในข้อ" อนุโมทนา "เพียงแค่เอ่ยคำว่าสาธุ..
มอบให้คนที่สมควรนั้น
เป็นเรื่องง่ายนิดเดียวที่จะทำให้ คนที่ยังไม่รู้จัก กลายเป็นคนรู้จักที่รักเราเพิ่มขึ้นอีกหลายคน..
แต่หลายคนกลับหาเวลาสำหรับเรื่องนี้ไม่ได้ คงไม่ต้องถามหาถึงความดี ที่เหลืออีก ๙ ข้อ แล้วล่ะ

- การกระทำของวันนี้ให้ผลในชาตินี้ทันทีไม่ใช่ต้องรอชาติหน้า
ทานที่ทำเป็น ทำถูก จะให้ผลต่อความสุขใจทันที ขณะนี้ เดี๋ยวนี้

- ใครอยากมีสุขกับการให้ธรรมทาน

- ใครอยากมีสุขกับการได้เสพคบคนดี คนมีความรู้
เพราะเขาต้องเปิด ต้องดู ทุกวัน เพื่อรายงานบุญ ๑๐

- ในสิ่งที่ท่านควรทำ แต่ท่านไม่เคยทำ นึกออกไหม ว่าผลจะเป็นอย่างไร?
ยากไหม เพียงกดสติ๊กเกอร์
ยากไหม เพียงเขียนคำว่า “สาธุ”
เพียงแค่นี้ความดี ที่เรียกว่า บุญ ก็เกิดแล้ว ทำไมหนอไม่คิดจะเก็บความดีไว้ทั้งที่ไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหนเลย

- หลายคนแม้อยากเอ่ยคำว่า สาธุ แต่ตลอดทั้งวันเขาไม่ได้เจอเรื่องที่จะพูด
คำว่า สาธุ อนุโมทนา ได้เลย เป็นเพราะอะไร ?

- เพราะเขาเคยมีโอกาสแล้ว แต่ไม่ยอมใช้โอกาสนั้น

- จงอย่าคิดว่า “โอกาสจะมาเคาะประตูบ้านเรา เป็นครั้งที่สอง”

- " ธรรมทาน "เป็นยอดแห่งทาน

- การดูคนอื่นทำ ไม่ทำ ให้เรา" ทำเป็น "

- ข้อที่สำคัญที่สุดของบุญทั้ง ๑๐ ข้อคือข้อไหน ?
คำตอบคือ
“ ข้อที่ ๑๐ “
หากขาดสัมมาทิฏฐิ หรือ ความเห็นที่ถูกต้องแล้วทั้ง ๙ ข้อแทบจะไม่เหลือความหมายอะไรต่อไปเลย
เมื่อกรรมมี วิบากกรรมก็ย่อมมี ยังไม่เชื่อกันอีกหรือ

มองด้วยวิสัยทัศน์ที่ไกลพอ

พระตุ๋ย ชาคโร3 มีนาคม 21:01

-ขอ อย่าได้คิดว่า" เราไม่มีเวลา "นะ เพราะตอนนี้เรายังมีเวลากันทุกคน

-วันที่ไม่มีเวลาน่ะ กำลังจะมาหาทุกคน ซึ่งไม่รู้ว่าวันไหน
การให้ธรรมเป็นทานนั้น เป็นสุดยอดของทาน
ห้องนี้เปิดโอกาสให้แล้ว หากใครมองด้วยวิสัยทัศน์ที่ไกลพอ คงจะเห็นคุณค่าของการทำบุญทั้ง ๑๐ เพียงเวลาสั้นๆแค่ก่อนนอนให้เป็

-พระก็ไม่รู้นะว่า มีกลุ่มไหน ในโลกทั้งใบนี้ เขาทำ เขาฝึกทำ อย่างที่พวกเราทำกันอยู่รึเปล่า? เวลาสั้นๆ แต่ทำบุญทั้ง๑๐ ครบ เป็นการสร้างบารมีที่รวดเร็วอย่างที่พระยังไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า มีใครเขาทำกัน ถ้าเราสร้างบารมีได้มาก ได้เร็ว ผลจะเป้นอย่างไรหนอ ช่วยคิดต่่อทีซิ

-ไม่รู้ว่าพวกเราเห็นคุณค่า ในสิ่งนี้บ้างรึเปล่า ?

-ในเรื่องความจำ ในโลกมีเครื่องมือความจำแล้ว แต่ต้องใช้พลังสมอง
พลัง ใจอย่างมากเพื่อจะ จำ" เครื่องมือความจำ " ในขณะที่

-พระใช้วิธีโซ่ไม่มีปลาย ทุกตัว ในฐานเดียวกันเชื่อมกันในตัวอยู่แล้ว
เด็กจำได้ใน ไม่เกิน ช.ม. เดียว เป็นเรื่องสนุกของเด็กๆไปด้วยซ้ำ เพราะ
เสียงมันเรียงลื่นไหลไปในตัวอยุ่แล้ว มันพ้องเสียงจากอักษรตัวหน้าของมัน

- ของดีที่โลกยังไม่มี ไม่รู้ว่าจะมีใครตาถึงซักกี่คนนำไปพัฒนาต่อยอด ในทุกๆศาสตร์ที่ตนต้องการเรียนรู้ ที่สำคัญคือ เรียนรู้ในเรื่องธรรม

-บอกต่ออีกนิดนึงว่าหากใครต้องการ สร้างเครื่องมือถึงหลักพัน หรือ เกินกว่านั้นก็ไม่ใช้่เรื่องยาก เพียงเราเพิ่ม สี(ตามดาวพระเคราะห์ บวก เกตุ) อีก ๑๐ จากร้อยคูณ ๑๐ มันจะเป็น ๑,๐๐๐ตัว หากเพิ่มวัสดุ ที่ต่างกันอีก ๑๐ (เช่นอัญมณี ๙ + ๑) มันจะกลายเป็น ๑๐,๐๐๐ ตัว ใครต้องการจำ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

-" ภาพปาฏิหารย์กสิณแก้วสมบูรณ์ "ก็เช่นเดียวกัน เป็นของหาได้ยากในโลก โอกาสเกิดขึ้นมาได้ น้อยซะจน ไม่น่าจะเกิดขึ้นมาได้

-ไม่รู้จะมีกี่คน นำ พลอยไปเจียรไน กัน หรือจะเพียงทำได้แค่ คุ้ยเขี่ย หาสิ่งที่กินได้ แล้ว เขี่ย มันทิ้งไปก็ไม่รู้นะ

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

บุญ ๑๐ ก่อนนอน (ม.ด.บ่อ)

อ. แสดงธรรม
         เรื่องสญชัย
         ข้อความเบื้องต้น              
     พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภความไม่มาของสญชัย (ปริพาชก) ซึ่งสองพระอัครสาวกกราบทูลแล้ว ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อสาเร สารมติโน” เป็นต้น.
     อนุปุพพีกถา ในเรื่องสญชัยนั้น ดังต่อไปนี้:-

     พระศาสดาได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ๒๓ พระองค์              
     ความพิสดารว่า ในที่สุด ๔ อสงไขย ยิ่งด้วยแสนกัลป์แต่กัลป์นี้ไป พระศาสดาของเราทั้งหลาย เป็นกุมารของพราหมณ์นามว่าสุเมธะ ในอมรวดีนคร ถึงความสำเร็จศิลปะทุกอย่างแล้ว

     โดยกาลล่วงไปแห่งมารดาและบิดา ทรงบริจาคทรัพย์นับได้หลายโกฏิ บวชเป็นฤษีอยู่ในหิมวันตประเทศ ทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ไปโดยอากาศเห็นคนถางทางอยู่เพื่อประโยชน์เสด็จ (ออก) จากสุทัศนวิหาร เข้าไปสู่อมรวดีนคร แห่งพระทศพลทรงพระนามว่าทีปังกร แม้ตนเองก็ถือเอาประเทศแห่งหนึ่ง, เมื่อประเทศนั้นยังไม่ทันเสร็จ, นอนทอดตนให้เป็นสะพาน ลาดหนังเสือเหลืองบนเปือกตม เพื่อพระศาสดาผู้เสด็จมาแล้ว ด้วยประสงค์ว่า “ขอพระศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก ไม่ต้องทรงเหยียบเปือกตม จงทรงเหยียบเราเสด็จไปเถิด” แต่พอพระศาสดาทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงพยากรณ์ว่า “ผู้นี้เป็นพุทธังกูร๑- จักเป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม ในที่สุด ๔ อสงไขย ยิ่งด้วยแสนกัลป์ในอนาคต.”
__________________________
๑- หน่อเนื้อ, เชื้อสาย แห่งพระพุทธเจ้า.

         ในสมัยต่อมาแห่งพระศาสดาพระองค์นั้น ก็ได้รับพยากรณ์ในสำนักพระพุทธเจ้า ๒๓ พระองค์ ซึ่งเสด็จอุบัติขึ้นส่องโลกให้สว่างเหล่านี้ คือ
          พระโกณฑัญญะ ๑ พระสุมังคละ ๑ พระสุมนะ ๑ พระเรวตะ ๑
          พระโสภิตะ ๑ พระอโนมทัสสี ๑ พระปทุมะ ๑ พระนารทะ ๑
          พระปทุมุตตระ ๑ พระสุเมธะ ๑ พระสุชาตะ ๑ พระปิยทัสสี ๑
          พระอัตถทัสสี ๑ พระธรรมทัสสี ๑ พระสิทธัตถะ ๑ พระติสสะ ๑
          พระปุสสะ ๑ พระวิปัสสี ๑ พระสิขี ๑ พระเวสสภู ๑ พระกกุสันธะ ๑
          พระโกนาคมนะ ๑ พระกัสสปะ ๑
          ทรงบำเพ็ญบารมีครบ ๓๐ คือบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ (ครั้ง) ดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร ให้มหาทาน อันทำแผ่นดินให้ไหว ๗ ครั้ง ทรงบริจาคพระโอรสและพระชายา, ในที่สุดพระชนมายุ ก็ทรงอุบัติในดุสิตบุรี ดำรงอยู่ในดุสิตบุรีนั้น ตลอดพระชนมายุ,
     เมื่อเทวดาในหมื่นจักรวาลประชุมกันอาราธนาว่า
     “ข้าแต่พระมหาวีระ กาลนี้ เป็นกาลของพระองค์,
     ขอพระองค์ จงเสด็จอุบัติในพระครรภ์พระมารดา ตรัสรู้
     อมตบท ยังโลกนี้กับทั้งเทวโลกให้ข้ามอยู่.”
     ทรงเลือกฐานะใหญ่ๆ ที่ควรเลือก๑- เสด็จจุติจากดุสิตบุรีนั้นแล้ว ทรงถือปฏิสนธิในศากยราชสกุล อันพระประยูรญาติบำเรออยู่ด้วยมหาสมบัติในศากยสกุลนั้น ทรงถือความเจริญวัยโดยลำดับ เสวยสิริราชสมบัติในปราสาททั้งสามอันสมควรแก่ฤดูทั้งสาม ดุจสิริสมบัติในเทวโลก. ทรงเห็นเทวทูตแล้วเสด็จบรรพชา
____________________________
๑- ฐานะใหญ่ที่ควรเลือก ๕ คือ ๑. กาล ๒. ประเทศ ๓. ทวีป ๔. ตระกูล ๕. มารดา
-------------------------------------
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=11&p=8
--------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

จุดแท้จริงของความเป็นคน ! (แสดงธรรม จาก บุญ 10 วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2558 ของใม)


น.ฟังธรรม

จุดแท้จริงของความเป็นคน !

ข้าพเจ้าเคยพบคนหลายคนที่มีความรู้สึกภายในใจรุนแรง จนแสดงออกมาทาง
กายวาจาว่า ท่านแน่ใจเป็นที่สุดแล้วว่า ท่านเป็นคนเต็มเปี่ยมตามคำแปล หรือ
ความหมายของคำว่า คน. ท่านหยิ่งตัวเอง เพราะเหตุนี้ และเห็นว่า เรื่องที่พวก
เพื่อนๆ นำมาคุยมาเล่า ให้ฟังนั้นยังต่ำเกินไป ไม่ถึงขีดของความเป็นคน หรือ
เป็นเรื่องลัทธิครึ เก่าเกินสมัยเรื่องใด เรื่องหนึ่งเท่านั้น

ทีนี้ ข้าพเจ้า ตั้งอกตั้งใจ พิจารณาดู จุดแท้แห่งความเป็นคน ของท่าน เหล่านั้น
ว่า คืออะไรกันแน่ ในที่สุด พบว่า จุดแห่งความเป็นคน ของท่านเหล่านี้ ตามที่
ท่านเข้าใจ ก็คือ การที่ ท่านสามารถหารายได้มากๆ ทำงานเบา มียศศักดิ์สูงๆ
และสามารถหาความเพลิดเพลินทุกประการ มาให้แก่ตนได้ ตามวิธีหรือลักษณะ
ที่นิยมกันว่า เป็นการกระทำของคนชั้นสูง หรือ จะสรุปให้สั้นที่สุด ความเป็นคน
ของท่าน ก็คือ ความมีเกียรติอันสูงสุด นั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เข็มอันชี้จุดแห่ง
ความเป็นคนของท่าน ก็ได้ชี้บ่งไปยัง การได้ทำงานชนิดมีเกียรติมาก มีผลมาก
นั่นเอง และทำด้วยตัณหา คือ ความอยาก เป็นนั่น เป็นนี่.

ความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ได้ขยายตัว ออกไป ตามแนวนั้น อีกว่า คน คือ
สัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งเห็นแก่ตัวจัด เป็นทาสแห่งความทะเยอทะยานของตัวยิ่งกว่า
สัตว์อื่นๆ ทุกชนิด และ คน คงมิใช่ สัตว์ที่เกิดมาเพื่ออิสรภาพ และความสุขอัน
สงบ เพราะถ้าเกิดมาเพื่อความสุขสงบ ก็คงไม่ยอมตน เป็นทาสของความ
เห็นแก่ตัว ที่บังคับให้ทำให้คิดเพื่อตัวทุกๆ ชั่วโมง แม้เวลาหลับก็ยังฝัน แม้บน
เตียง ที่นอนเจ็บ ก็ยังครุ่นคิด เพื่อการหาสิ่งบำเรอตัว สัตว์ที่ไม่ใช่คน ย่อมได้รับ
การพักผ่อน หรือ ความสงบ ยิ่งกว่า สัตว์ที่เรียกว่า คน ประเภทนี้ มากนัก

อีกอย่างหนึ่ง คนคือสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่ง ขยาย "พวงอัตตา" หรือ "พวงตัว"
ออกเรื่อยๆ โดยไม่มีเวลาสิ้นสุด และการขยายนั้น ก็เพื่อตนจะได้แบกไว้เอง
เท่านั้น ครั้งแรก มีอัตตาหรือ ตัวเพียงตัวเดียว พอ "ความเป็นคน" มากขึ้น
ก็มี ภรรยา สามี ลูกหลาน ข้าทาสบริวาร หรือ อันเตวาสิก สัทธิวิหาริก
พอกขึ้นเป็นพวง เมื่อสิ่งที่เรียกว่า "บุญบารมี" มากขึ้น บริวารเหล่านั้น
ต่างก็มี การขยายพวงของตัว ออกไปๆ และพวงน้อยๆ เหล่านั้น รวมกันเป็น
พวงใหญ่ พวงเดียว อีกต่อหนึ่ง โดยมี อัตตา ตัวแรกนั่นเอง อ้าออกรับ เป็น
เจ้าของพวง ผู้มีเกียรติ หยิ่งตัวเอง เสมอว่า การที่สามารถ หิ้วพวงใหญ่ๆ
เช่นนั้น ไว้ได้นั้น เป็น "เกียรติอันสูงสุด" นี่เป็น จุดหมายของความเป็นคน
ปริยายหนึ่ง ซึ่งน่าจะสรุปได้สั้นๆ ว่า เกียรติของความเป็นคนก็คือ การเกิดมา
เพื่อแบกพวงอัตตา พวงใหญ่ๆ นั่นเอง กระมัง

อีกปริยายหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะเด่นอยู่มาก ก็คือว่า คนได้แก่สัตว์ชนิดหนึ่ง
ซึ่งเอาเปรียบผู้อื่นเป็น และรู้สึกว่า ผู้อื่นเอาเปรียบตนก็เป็น. ความรู้สึกเช่นนี้
เป็นความรู้สึกที่หาได้ยากในสัตว์ จำพวกนกหนู เมื่อ "ความเป็นคน"
ยังน้อยอยู่ ก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าใครเอาเปรียบตน หรือ ลูบคมตน เมื่อความเป็นคน
ชนิดที่กล่าวนั้น มีมากขึ้น เรื่องนิดเดียว และ ชนิดเดียวกันนั่นเอง กลับเห็น
เป็นเรื่องที่ ผู้อื่นลูบคมตน เอาเปรียบตน ไม่เคารพตน ผู้เป็นหัวหน้าหมู่
อย่างใหญ่หลวง และมักหาเรื่อง ลงโทษ ลูกหมู่ หรือ ลูกพวง เป็นการ
ประดับเกียรติของตน ถ้าจะกล่าว อีกอย่างหนึ่ง ก็ได้ว่า คน คือ สัตว์ที่รู้จัก
ผูกโกรธ หรือแก้แค้นเพื่อนฝูงด้วยกัน ในกรณีที่สัตว์ซึ่งต่ำกว่าคนทำเช่นนั้น
ไม่เป็น จุดหมายของความเป็นคนตามนัยนี้ น่าจะได้แก่ การไม่ยอมให้ใคร
มาลูบคม เล่นได้นั่นเอง

เมื่อข้าพเจ้า ได้สังเกต ลักษณะแห่งความเป็นคนของบรรดาท่าน ซึ่งท่าน
แน่ใจตัวเองว่า ถึงขีดสุด ของความเป็นคน จนพบว่า ท่านหมายถึงอะไร
โดยนัย ที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่า ข้าพเจ้าเข้าใจ ท่านเหล่านั้น ได้ถูกต้อง
ทำให้ต้องซักซ้อมดูอีกเป็นหลายครั้ง แต่ในที่สุด ก็ไม่พบอะไร มากไปกว่านั้น
จึงยุติว่า ความเป็นคน ตามความหมายธรรมดา เท่าที่มีที่เป็นกันอยู่ในจิตใจ
มนุษย์เรานั้น ไปได้ไกล เพียงแค่นั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังไม่พอใจ
ว่า ความเป็นคน มีเพียงเท่านั้นเอง น่าจะมี เป็นอย่างอื่น.

ทีนี้ เราจงชวนกัน มามองไปยัง บุคคลประเภท ที่ไม่มีอัตตา เห็นตนเอง และ
ผู้อื่น เป็นเช่นกับ พืชพรรณ ธัญญชาติ ซึ่งต่างก็เกิดขึ้นแล้ว เจริญงอกงาม และ
ดับไปในที่สุด ตามเรื่องของตนๆ พวงอัตตา ของคนประเภทนี้ ก่อขึ้นไม่ติด
ครั้นหนักเข้า ตัวเองก็ไม่มี คน หรือ สัตว์ก็ไม่มี ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ถือพวกถือพวง
ไม่รู้สึกว่า ได้เกียรติหรือเสียเกียรติ ทำงานเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้ของร่างกาย
นี้ เพียงเพื่อต้านทาน ธรรมชาติ ใช้หนี้ธรรมชาติ ตามที่ปัญญา บ่งให้ทำเฉพาะ
ในด้านกาย เช่น พ่อแม่เลี้ยงตนมา ก็เลี้ยงตอบแทน เมื่อยังไม่หลุด ก็ต้องเลี้ยง
ลูกหลานของตนเอง ใช้หนี้ธรรมชาติอันนี้ ไม่รู้สึกว่ามีใคร เสียเปรียบได้เปรียบ
ในโลกนี้ มีแต่สิ่งทั้งหลายที่หมุนไป ตามเหตุตามปัจจัย ยินดีที่จะให้อภัยกัน
เสมอ ถือหลักความจริง เป็นแนวแห่งการครองชีพ ไม่แสวง"บุญบารมี" มา
เพื่อใช้ อำนวยการ สำเร็จความใคร่ ให้แก่ ความทะเยอทะยานอยากของตน
ไม่อ้าออกรับ สิ่งทั้งหลาย มาเป็นของตน เหล่านี้ เมื่อเรามอง ซึ้งลงไปถึงหัวใจ
ของเขา เรากลับพบว่า จุดแห่งความเป็นคนของเขานั้น ตรงกันข้าม จากของ
คนจำพวก ที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น ในที่สุด ข้าพเจ้า ก็กระทบกันกับ ปัญหาว่า
ถ้าเช่นนั้น พวกไหนเล่า เป็นคนที่แท้จริง ตามความหมาย ซึ่งอาจเป็นที่พอใจ
ได้ด้วยกันทุกฝ่าย.

๒๐ กันยายน ๒๔๘๔
คัดจาก หนังสือ ชุมนุมข้อคิดอิสระ พุทธทาสภิกขุ
พิมพ์ ครั้งที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๓๘ โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ

นับคำเข้า


วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พระธรรมคำสอนจากพระตุ๋ยในเfb

สมบัติของผู้ดี หรือ อริยชน
มีอะไรบ้าง ?

@    ภาค ๑

ผู้ดี ย่อมรักษา ความเรียบร้อย

กายจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่ใช้กิริยาข้ามกรายบุคคล.
(๒) ย่อมไม่อาจเอื้อมในที่ ต่ำ-สูง.
(๓) ย่อมไม่ล่วงเกินถูกต้องผู้อื่นซึ่งไม่ใช่หยอกกันฐานเพื่อน.
(๔) ย่อมไม่เสียดสีกระทบกระทั่งกายบุคคล.
(๕) ย่อมไม่ลุกนั่งเดินเหินให้พรวดพราดโดนผู้คนหรือสิ่งของแตกเสียหาย.
(๖) ย่อมไม่ส่งของให้ผู้อื่นด้วยกิริยาอันเสือกไสผลักโยน.
(๗) ย่อมไม่ผ่านหน้าหรือบังตาผู้อื่น เมื่อเขาดูสิ่งใดอยู่ เว้นแต่เป็นที่เฉพาะไป.
(๘) ย่อมไม่เอิกอึงเมื่อเวลาผู้อื่นทำกิจ.
(๙) ย่อมไม่อื้ออึงในเวลาประชุมสดับตรับฟัง.
(๑๐) ย่อมไม่แสดงกิริยาตึงตัง หรือพูดจาอึกทึกในบ้านแขก.

วจีจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่สอดสวนวาจา หรือแย่งชิงพูด.
(๒) ย่อมไม่พูดด้วยเสียงอันดัง เหลือเกิน.
(๓) ย่อมไม่ใช้เสียงตวาด หรือพูดจากระโชกกระชาก.
(๔) ย่อมไม่ใช้วาจาอันหักหาญดึงดัน.
(๕) ย่อมไม่ใช้ถ้อยคำอันหยาบคาย.

มโนจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านกำเริบหยิ่งโยโส.
(๒) ย่อมไม่บันดาลโทสะให้เสียกิริยา.

@   สมบัติของผู้ดี .. ภาค ๒

ผู้ดี ย่อมไม่ทำ อุจาด-ลามก

กายจริยา คือ
(๑) ย่อมใช้เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวอันสะอาด และแต่งโดยเรียบร้อยเสมอ.
(๒) ย่อมไม่แต่งตัวในที่แจ้ง.
(๓) ย่อมไม่จิ้มควักล้วงแคะแกะเการ่างกายในที่ชุมชน.
(๔) ย่อมไม่กระทำการที่ควรจะทำในที่ลับในที่แจ้ง.
(๕) ย่อมไม่หาวเรอให้ปรากฏในที่ชุมชน.
(๖) ย่อมไม่จามด้วยเสียงอันดัง และโดยไม่ป้องกำบัง.
(๗) ย่อมไม่บ้วนขากด้วยเสียงอันดัง หรือให้เปรอะเปื้อน ให้เป็นที่รังเกียจ.
(๘) ย่อมไม่ลุกลนเลอะเทอะมูมมามในการบริโภค.
(๙) ย่อมไม่ถูกต้องหรือหยิบยื่นสิ่งที่ผู้อื่นจะบริโภคด้วยมือตน.
(๑๐) ย่อมไม่ล่วงล้ำ ข้ามหยิบ ของบริโภคผ่านหน้าผู้อื่น ซึ่งควรขอโทษและขอให้เขาส่งได้.
(๑๑) ย่อมไม่ละลาบละล้วงเอาของผู้อื่นมาใช้ในการบริโภค เช่น ถ้วยน้ำ และผ้าเช็ดมือ.
(๑๒) ย่อมไม่เอาเครื่องใช้ของตน เช่น ช้อนส้อมไปล้วงตักสิ่งบริโภคซึ่งเป็นของกลาง.
(๑๓) ย่อมระวัง ไม่พูดจาตรงหน้าผู้อื่นให้ใกล้ชิดเหลือเกิน.

วจีจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่กล่าวถึงสิ่งโสโครกพึงรังเกียจในท่ามกลางประชุมชน.
(๒) ย่อมไม่กล่าวถึงสิ่งควรปิดบังในท่ามกลางประชุมชน.

มโนจริยา คือ
(๑) ย่อมพึงใจที่จะรักษาความสะอาด. ภาคสาม ผู้ดี ย่อมมีสัมมาคาราวะ.

@   สมบัติของผู้ดี   ภาค ๓

ผู้ดี ย่อมมีสัมมาคารวะ

กายจริยา คือ
(๒) ย่อมนั่งด้วยกิริยาสุภาพเฉพาะหน้าผู้ใหญ่
(๓) ย่อมไม่ขึ้นหน้าผ่านผู้ใหญ่.
(๔) ย่อมไม่หันหลังให้ผู้ใหญ่.
(๕) ย่อมแหวกที่หรือให้ที่นั่งอันสมควรแก่ผู้ใหญ่หรือผู้หญิง.
(๖) ย่อมไม่ทัดหรือ คาบบุหรี่ คาบกล้อง และสูบให้ควันไปรมผู้อื่น.
(๗) ย่อมเปิดหมวก เมื่อเข้าชายคาบ้านผู้อื่น
(๘) ย่อมเปิดหมวก ในที่เคารพ เช่น โบสถ์ วิหาร ไม่ว่าแห่งศาสนาใด.
(๙) ผู้น้อย ย่อมเคารพผู้ใหญ่ก่อน.
(๑๐) ผู้ชาย ย่อมเคารพผู้หญิงก่อน.
(๑๑) ผู้ลา ย่อมเป็นผู้เคารพก่อน.
(๑๒) ผู้เห็นก่อน โดยมากย่อมเคารพก่อน.
(๑๓) แม้ผู้ใดเคารพตนก่อน ย่อมต้องตอบเขาทุกคน ไม่เฉยเสีย.

วจีจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่พูดจา ล้อเลียนหลอกลวงผู้ใหญ่.
(๒) ย่อมไม่กล่าวร้าย
ถึงญาติมิตรที่รักใคร่นับถือของผู้ฟังแก่ผู้ฟัง.
(๓) ย่อมไม่กล่าว วาจาติเตียนสิ่งเคารพหรือที่เคารพของผู้อื่นแก่ตัวเขา.
(๔) เมื่อจะขอทำล่วงเกินแก่ผู้ใด
ย่อมต้องขออนุญาตตัวเขาก่อน.
(๕) เมื่อตนทำพลาดพลั้งสิ่งใด แก่บุคคลใด
ควรออกวาจาขอโทษเสมอ.
(๖) เมื่อผู้ใดได้แสดงคุณต่อตนอย่างไร
ควรออกวาจาขอบคุณเขาเสมอ.

มโนจริยา คือ
(๑) ย่อมเคารพยำเกรง บิดามารดาและอาจารย์.
(๒) ย่อมนับถือนอบน้อม ต่อผู้ใหญ่.
(๓) ย่อมมีความอ่อนหวาน แก่ผู้น้อย.

@   สมบัติของผู้ดี ภาค ๔

ผู้ดี ย่อมมีกิริยาเป็นที่รัก

กายจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่ฝ่าฝืนเวลานิยม คือ
ไม่ไปใช้กิริยายืน  เมื่อเขานั่งกับพื้นและ
ไม่ไปนั่งกับพื้น  เมื่อเวลาเขายืนเดินกัน.
(๒) ย่อมไม่ไปนั่งนานเกินสมควร
ในบ้านของผู้อื่น.
(๓) ย่อมไม่ทำกิริยารื่นเริงเมื่อเขามีทุกข์.
(๔) ย่อมไม่ทำกิริยาโศกเศร้าเหี่ยวแห้ง
ในที่ประชุมรื่นเริง.
(๕) เมื่อไปสู่ที่ประชุมการรื่นเริง
ย่อมช่วยสนุกชื่นบานให้สมเรื่อง.
(๖) เมื่อเป็นเพื่อนเที่ยว
ย่อมต้องกลมเกลียวและร่วมลำบากร่วมสนุก.
(๗) เมื่อตนเป็นเจ้าของบ้าน
ย่อมต้องต้อนรับและเชื้อเชิญแขกไม่เพิกเฉย.
(๘) ย่อมไม่ทำกิริยา  บึกบึนต่อแขก.
(๙) ย่อมไม่ให้แขก  ต้องคอยนานเมื่อเขามาหา.
(๑๐) ย่อมไม่จ้องดูนาฬิกา
ในเวลาที่แขกยังนั่งอยู่.
(๑๑) ย่อมไม่ใช้กิริยา
อันบุ้ยใบ้ หรือกระซิบกระซาบ  กับผู้ใด
ในเวลาเฉพาะ  เมื่อตนอยู่ต่อหน้าผู้หนึ่ง.
(๑๒) ย่อมไม่ใช้ กิริยาอันโกรธเคือง
หรือดุดัน ผู้คนบ่าวไพร่  ต่อหน้าแขก.
(๑๓) ย่อมไม่จ้องดูบุคคลโดยเพ่งพิศเหลือเกิน.
(๑๔) ย่อมต้อง รับส่งแขก เมื่อไปมา
ในระยะอันสมควร.

วจีจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่เที่ยวติเตียนสิ่งของ
ที่เขา ตั้ง แต่ง ไว้ในบ้านที่ตนไปสู่.
(๒) ย่อมไม่กล่าวสรรเสริญ รูปกายบุคคล
แก่ตัวเขาเอง.
(๓) ย่อมไม่พูดให้เพื่อน.. เก้อกระดาก.
(๔) ย่อมไม่พูดเปรียบเปรย เกาะแกะสตรี
กลางชุมชน.
(๕) ย่อมไม่ค่อนแคะติ.. รูปกายบุคคล.
(๖) ย่อมไม่ทัก.. ถึงการร้าย โดยพลุ่งโพล่ง
ให้เขาตกใจ.
(๗) ย่อมไม่ทัก.. ถึงสิ่งอันน่าอายน่ากระดาก
โดยเปิดเผย.
(๘) ย่อมไม่เอาสิ่งที่.. น่าจะอายจะกระดากมาเล่าให้แขกฟัง.
(๙) ย่อมไม่เอาเรื่องที่เขาพึงซ่อนเร้น
มากล่าวให้.. อับอายหรือเจ็บใจ.
(๑๐) ย่อมไม่กล่าวถึง  การอัปมงคลในเวลามงคล.

มโนจริยา คือ
(๑) ย่อมรู้จักเกรงใจคน.

@ สมบัติของผู้ดี ภาค ๕

ผู้ดี ย่อมเป็นผู้มีสง่า

กายจริยา คือ
(๑) ย่อมมีกิริยาอันผึ่งผายองอาจ.
(๒) จะยืนนั่ง ย่อมอยู่ในลำดับอันสมควร
ไม่เป็นผู้แอบหลังคน  หรือหลีกเข้ามุม.
(๓) ย่อมไม่เป็นผู้
สะทกสะท้าน  งกเงิ่นๆ  หยุด ๆ   ยั้ง ๆ .

วจีจริยา คือ
(๑) ย่อมพูดจาฉะฉานชัดถ้อยความ
ไม่อุบอิบอ้อมแอ้ม.

มโนจริยา คือ
(๑) ย่อมมี   ความรู้จักงาม รู้จักดี.
(๒) ย่อมมี   อัชฌาสัยอันกว้างขวาง
เข้าไหนเข้าได้.
(๓) ย่อมมี   อัชฌาสัยเป็นนักเลง
ใครจะพูดหรือเล่นอันใด ก็เข้าใจและต่อติด.
(๔) ย่อมมี  ความเข้าใจ ว่องไว ไหวพริบ
รู้เท่าถึงการณ์.
(๕) ย่อมมี  ใจอันองอาจ กล้าหาญ.

@  สมบัติของผู้ดี ภาค ๖

ผู้ดี ย่อมปฏิบัติการงานดี

กายจริยา คือ
(๑) ย่อมทำการ  อยู่ในระเบียบแบบแผน.
(๒) ย่อมไม่ถ่วงเวลา  ให้คนอื่นคอย.
(๓) ย่อมไม่ละเลย  ที่จะตอบจดหมาย.
(๔) ย่อมไม่ทำการ  แต่ต่อหน้า.

วจีจริยา คือ
(๑) พูดสิ่งใดย่อม  ให้เป็นสิ่งที่เชื่อถือได้.
(๒) ย่อมไม่รับวาจาคล่อง ๆ โดย
มิได้เห็นว่าการจะเป็นได้หรือไม่.

มโนจริยา คือ
(๑) ย่อมเป็น  ผู้รักษาความสัตย์ในเวลา.
(๒) ย่อมไม่เป็น  ผู้เกียจคร้าน.
(๓) ย่อมไม่เข้าใจว่า ผู้ดีทำอะไรด้วยตนไม่ได้.
(๔) ย่อมไม่  เพลิดเพลิน  จนละเลยให้การเสีย.
(๕) ย่อมเป็น  ผู้รักษาความเป็นระเบียบ.
(๖) ย่อมเป็น  ผู้อยู่ในบังคับบัญชาเมื่ออยู่ในหน้าที่.
(๗) ย่อมมี  มานะในการงาน
ไม่ย่อท้อ ต่อความยากลำบาก.
(๘) ย่อมเป็น  ผู้ทำอะไรทำจริง.
(๙) ย่อมไม่เป็น  ผู้ดึงดัน ในที่ผิด.
(๑๐) ย่อมปรารถนาความดี ต่อการงานที่ทำอยู่เสมอ.

@ สมบัติของผู้ดี ภาค ๗ ผู้ดี

ย่อมเป็นผู้ใจดี

กายจริยา คือ
(๑) เมื่อเห็น  ใครทำผิดพลาด อันน่าเก้อกระดาก ย่อมช่วยกลบเกลื่อนหรือทำไม่เห็น.
(๒) เมื่อเห็น สิ่งของของใครตก หรือจะเสื่อมเสีย ย่อมต้องหยิบยื่นให้หรือบอกให้รู้ตัว.
(๓) เมื่อเห็นเหตุร้าย หรืออันตรายจะมีแก่ผู้ใด ย่อมต้องรีบช่วย.

วจีจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่ เยอะเย้ยถากถางผู้กระทำผิดพลาด.
(๒) ย่อมไม่ใช้ วาจาอันข่มขี่.

มโนจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่มีใจอันโหดเหี้ยม เกรี้ยวกราด
แก่ผู้น้อย.
(๒) ย่อม เอาใจ โอบอ้อมอารีแก่คนอื่น.
(๓) ย่อม เอาใจ ช่วยคนเคราะห์ร้าย.
(๔) ย่อมไม่เป็น  ผู้ซ้ำเติมคนเสียที.
(๕) ย่อมไม่เป็น  ผู้อาฆาตจองเวร.

@  สมบัติของผู้ดี ภาค ๘

ผู้ดี ย่อมไม่เห็นแต่แก่ตัวถ่ายเดียว

กายจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่พักหาความสบาย ก่อนผู้ใหญ่.
(๒) ย่อมไม่เสือกสนแย่งชิง ที่นั่งหรือที่ดู อันใด.
(๓) ย่อมไม่เที่ยวแย่งผู้หนึ่งมาจากผู้หนึ่ง
ในเมื่อเขาสนทนากัน.
(๔) เป็นผู้ใหญ่ จะไปมาลุกนั่ง ย่อมไว้ช่องให้ผู้น้อยมีโอกาสบ้าง.
(๕) ในการเลี้ยงดูย่อม  แผ่เผื่อ เชื้อเชิญแก่คนข้างเคียงก่อนตน.
(๖) ในที่บริโภค ย่อมหยิบยกยื่นส่งสิ่งของ แก่ผู้อื่นต่อ ๆ ไป ไม่มุ่งแต่กระทำกิจส่วนตน.
(๗) ย่อมไม่ รวบสามตะกลามสี่ กวาดฉวยเอาของที่เขาตั้งไว้เป็นกลาง จนเกินส่วนที่ตนจะได้.
(๘) ย่อมไม่แสดง ความไม่เพียงพอใจ
ในสิ่งของที่เขาหยิบยกให้.
(๙) ย่อมไม่ นิ่งนอนใจ ให้เขาออกทรัพย์แทนส่วนตนเสมอ เช่น ในการเลี้ยงดู
หรือใช้ค่าเดินทาง เป็นต้น.
(๑๐) ย่อมไม่ลืม ที่จะส่งของ ซึ่งคนอื่นได้สงเคราะห์ให้ตนยืม.
(๑๑) การให้สิ่งของหรือเลี้ยงดู ซึ่งเขาได้กระทำแก่ตน ย่อมต้องตอบแทนเขา.

วจีจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่ ขอแยกผู้หนึ่งมาจากผู้หนึ่ง เพื่อจะพาไปพูดจาความลับกัน.
(๒) ย่อมไม่ สนทนา แต่เรื่องตนถ่ายเดียว จนคนอื่นไม่มีช่องจะสนทนาเรื่องอื่นได้.
(๓) ย่อมไม่ นำธุระตน เข้ากล่าวแทรกในเวลาธุระอื่นของเขาชุลมุน.
(๔) ย่อมไม่ กล่าววาจาติเตียน ของที่เขาหยิบยกให้แก่ตน.
(๕) ย่อมไม่ ไต่ถามราคา ของที่เขาได้หยิบยกให้แก่ตน.
(๖) ย่อมไม่ แสดงราคา ของที่หยิบยกให้แก่ผู้ใดให้ปรากฏ.
(๗) ย่อม ไม่ใช้วาจา อันโอ้อวดตน
และหลบหลู่ผู้อื่น.

มโนจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่มีใจมักได้
(๒) ย่อมไม่ตั้งใจปรารถนาของรักเพื่อน.
(๓) ย่อมไม่พึงใจการหยิบยืมข้าวของทองเงินซึ่งกันและกัน.
(๔) ย่อมไม่หวังแต่จะพึ่งอาศัยผู้อื่น.
(๕) ย่อมไม่เป็นผู้เกี่ยงงอน ทอดเทการงานตนให้ผู้อื่น.
(๖) ย่อมรู้คุณ ผู้อื่นที่ได้ทำแล้วแก่ตน.
(๗) ย่อมไม่มีใจริษยา

@ สมบัติของผู้ดี ภาค ๙

ผู้ดี ย่อมรักษาความสุจริตซื่อตรง

กายจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่ละลาบละล้วง เข้าห้องเรือนแขกก่อนเจ้าของบ้านเชิญ.
(๒) ย่อมไม่ แลลอดสอดส่าย โดยเพ่งเล็ง เข้าไปตามห้องเรือนแขก.
(๓) ย่อมไม่ เที่ยวฉวยโน่นหยิบนี่ ของผู้อื่นดู
จนเหลือเกิน ราวกับว่าจะค้นหาสิ่งใด.
(๔) ย่อมไม่ เที่ยวขอหรือหยิบฉวย ดูจดหมายของผู้อื่นที่เจ้าของไม่มีประสงค์จะให้ดู.
(๕) ย่อมไม่ เที่ยวขอหรือหยิบฉวย ดูสมุดพกหรือสมุดจดรายงานบัญชีของผู้อื่น ซึ่งตนไม่มีธุระเกี่ยวข้องเป็นหน้าที่.
(๖) ย่อมไม่เที่ยวนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือของผู้อื่น.
(๗) ย่อมไม่เที่ยวเปิดดูหนังสือตามโต๊ะเขียนหนังสือของผู้อื่น.
(๘) ย่อมไม่แทรกเข้าหมู่ผู้อื่น ซึ่งเขาไม่ได้เชื้อเชิญ.
(๙) ย่อมไม่ลอบแอบ ฟังคนพูด.
(๑๐) ย่อมไม่ลอบแอบ ดูการลับ.
(๑๑) ถ้าเห็นเข้าจะพูดความลับกัน ย่อมต้องหลบตาหรือลี้ตัว.
(๑๒) ถ้าจะเข้าห้องเรือนผู้ใด ย่อมต้องเคาะประตูหรือกล่าววาจาให้เขารู้ตัวก่อน.

วจีจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่ซอกแซกไต่ ถามธุระส่วนตัวหรือการในบ้านของเขาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องแก่ตน.
(๒) ย่อมไม่เที่ยวถามเขาว่า นั่นเขียนหนังสืออะไร.
(๓) ย่อมไม่เที่ยวถามถึง ผลประโยชน์ที่เขาหาได้เมื่อตนไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง.
(๔) ย่อมไม่เอาการในบ้านของผู้ใด มาแสดงในที่แจ้ง.
(๕) ย่อมไม่เก็บเอาความลับของผู้หนึ่ง มาเที่ยวพูดแก่ผู้อื่น.
(๖) ย่อมไม่กล่าวถึงความชั่วร้าย อันเป็นความลับเฉพาะบุคคลในที่แจ้ง.
(๗) ย่อมไม่พูดสับปลับกลับกลอกตลบตะแลง.
(๘) ย่อมไม่ใช้ คำสบถ ติดปาก.
(๙) ย่อมไม่ใช้ถ้อยคำ มุสา.

มโนจริยา คือ
(๑) ย่อมไม่เป็นคนต่อหน้าอย่างหนึ่งลับหลังอย่างหนึ่ง.
(๒) ย่อมเป็นผู้รักษาความไว้วางใจแก่ผู้อื่น.
(๓) ย่อมไม่แสวงประโยชน์ในทางที่ผิดธรรม.
(๔) ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในความเที่ยงตรง.

พระแท้ ; ไม่มีสังกัด
พระแท้ ; ไม่มีนิกาย
พระแท้ ; ไม่มีสมณศักดิ์
พระแท้ ; ไม่มีเชื้อชาติ
พระแท้ ; ไม่มีแบ่งแยก

เพราะพระแท้
บวชเพื่อขัดเกลา
บวชเพื่อละ
บวชเพื่อหลุดพ้น

ขอขอบคุณ ผู้ใจดี
สำหรับเรื่องราวดีๆ ที่มีมาให้นี้

พระอาจารย์ตุ๋ย สอนธรรม

การปรารถนา   นิพพาน   ที่ถูกนั้น
มิได้เป็นไป เพื่อ  หนีความทุกข์
มิได้เป็นไป เพื่อ  หาความสุข
แต่เป็นไป   เพื่อ  เข้าใจ..ความจริง
ของโลก ที่ยัง อยากข้องอยู่
เมื่อถึงปลายสุดของสุข จะเจอ ทุกข์
เมื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์ เจอสุขจริง
เขาร่ำรวย เพราะ เขาเรียนรู้พอ
เขาสุข เพราะ  เขารู้จักทุกข์แล้ว
เขาจึงมิได้สุข  เพราะ  ไปหาสุข 
แต่เขาสุข       เพราะ   ทุกข์มันไม่มี
ไม่มีใครเข้าถึง สุข  ได้ด้วยการ เสวยสุข
นั่นคือการ กินเหยื่อข้างนอก ที่มีเบ็ดซ่อนอยู่ข้างใน
แต่หากได้รู้แล้ว ว่าข้างในเหยื่อนั้นมีเบ็ดซ่อน
ปลาบางตัวกลับกินเหยื่อได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ติดเบ็ดของพรานเลย
เป็นปกติของปลาที่รู้เท่าทันภัย
มันย่อมไม่ประมาท .. มันฉลาด มีวิธีกิน
- เขาย่อมอยู่กับโทษของโลกได้ โดยไม่มีภัย
หากเขาเข้าใจ ความจริงว่าใน แก่น จริงนี้มี เบ็ด สิงอยู่ข้างใน
จะกินเบ็ด หรือ กินเหยื่อ
เริ่มจากความเชื่อ ต้องถูกตรง
@@@     @@@
หาก อยากปล่อยวาง  ต้องทำยังไง ?
…  การปล่อยวาง .. มิได้
ทำได้ด้วย การปล่อย หรือการวาง จากอาการแห่งการตั้งใจ จะปล่อย หรือจะวาง
เพราะไม่ได้  เป็นสิ่ง ที่เป็นไปได้
ด้วยเรามิได้  เป็นสิ่ง ที่จะไปกำหนดอะไรเอาเองได้ จาก ความอยากให้มันเป็นไป
ตามความอยากของเรา (อนัตตา)
แม้อารมณ์ใจของตัวเราเอง ยังเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้
แม้ว่ามันจะอยู่ชิดกับเราที่สุดแล้วก็ตาม
แล้วเราจะไป ควบคุมอะไรๆ อีกได้จริงๆหรือ ?
… แต่การปล่อยวาง .. มีได้
ด้วยการเข้าใจความจริง ว่า
ความสุข ที่  เ  ค ย   ได้
และ ก็ยังอยากได้ อี ก
มันจะไม่ได้อยู่กับใครได้อย่าง
... คงทนถาวร โดย
... ไม่เสื่อมไม่จาง ไม่ดับไป เลย
เมื่อธรรมชาติของมันต้องดับ
แล้วทำไมไปบังคับให้มันคงอยู่ เราไม่รู้หรืออย่างไร ?
การปล่อยวาง .. มีได้ ..
ด้วยการเข้าใจความจริง
ว่าความทุกข์ ว่าความไม่สบายใจ
แม้ไม่ต้องผลักใส มันก็ต้องดับไป อีกเช่นกัน
อย่าไปผลัก ไปดัน ให้มันทุกข์ใจ
อย่างมากมันก็ทำให้ .. เจ็บปวด ..ได้
แต่มันไม่อาจทำให้ .. เจ็บใจ
แค่ยอมให้มันผ่านทาง อย่าไปขวาง ให้เปลืองตัว .

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พระตุ๋ย สอนธรรมะ

ถ้าเรา .. ทำตาม .. คนไม่ปกติที่มีจำนวนมาก
เราจะกลายเป็น
คนปกติ ของ คนบ้า
และเป็น
คนบ้า ของ คนปกติ
แต่ถ้าเรา .. สวนกระแส .. เราก็จะเป็น
คนบ้าของคนบ้า
แต่จะเป็น
คนปกติ ของ คนปกติ
เราจะเลือกเป็นใครดี ?
ใครคนปกติดี
มีอยู่ไหม ?
ช่วย บอกให้  ..  ฟังที
แต่คงทำไม่รู้ ไม่ชี้
ยังคงจะเดินทาง
ที่ได้วางไว้ในใจ .



วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พระตุ๋ย ชาคโร สอนการดับทุกข์จากความเศร้า

หาก ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา
เมื่อไรใจก็เป็นทุกข์
พุทธศาสนาสอนอะไรเรา
เพื่อได้ประโยชน์ที่แท้จริง
ความตายของเขา ยังไม่เศร้าเท่าเรา
ต้องตายเอง
ตายวันนี้ ตอนนี้แล้วนะ
คนที่ยังประมาทอยู่
ยังปล่อยให้ใจเป็นอกุศล
เขาไม่พ้นจากบ่วงมาร
เมื่อส่งเสริมให้ทุกข์เศร้านาน
คือยื่นอาหารให้ มารมีอำนาจ
หากฉลาด ก็
กัน คือ ไม่ให้เข้า
แก้ คือ เอาออกไปไม่รีรอ
ก่อ คือ สร้างใหม่ให้มี
เก็บคือ พัฒนาให้ดีขึ้นไป
ความเสียใจ มันช่วยอะไรให้ดีขึ้นไหม ?
หรือเพียงแต่ให้อะไรๆ
มันยิ่งแย่ไปกว่าเดิม
ความคิด  เกิด
เมื่อความไม่รู้จักคิด  ดับ
ผู้ระงับ ย่อมดับ ทั้งคิดและไม่คิด