วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

ยาส้ม และ น้ำมันผึ้ง

น้ำมันผึ้ง

น้ำมันผึ้ง  คือน้ำมันที่กลั่นได้จากขี้ผึ้ง

วิธีการกลั่น 
     ให้เอาขี้ผึ้งบริสุทธิ์หนักอย่างน้อย 1-2 กิโลกรัม
ใส่ไหหรือหม้อ(ทำเหมือนกับวิธีการต้มกลั่นสุรา)
แล้วกลั่นด้วยไฟที่ไม่แรงนัก ให้กลายเป็นน้ำมันออกมา เรียกว่าน้ำมันผึ้ง

ใช้สำหรับทาแก้โรคต่างๆ
น้ำมันที่กลั่นออกมานั้นก่อนใช้ต้องผสมกับน้ำมันอื่นเพิ่มเติมเข้าไปเสียก่อน คือ
1.)น้ำมันงา 2 ส่วน
2.)นำมันเลียงผา 2 หรือ 1 ส่วน
เอาน้ำมันสองอย่างที่กล่าวนี้ผสมกับน้ำมันผึ้งให้เข้ากันสนิท

สรรพคุณ
- ใช้ทาแก้ปวดเมื่อย,เคล็ดยอกต่างๆ ใช้รักษาได้ทั้งแผลสด,แผลเปื่อย
- รักษาโรคกระดูกได้เป็นอย่างดีพิเศษ
น้ำมันผึ้งนี้ท่านพระอาจารย์ฝั้นใช้เป็นประจำช่วยชาวบ้านให้หายจากโรคภัยมามากแล้ว
------------------------------------
ยาส้ม

ส่วนผสม
1.) เกลือ                   2.) สารส้ม
3.) ดินปะสิว              4.) จุนสี

อย่างละเท่าๆกัน อย่างน้อยต้องหนักอย่างละ10บาท (150กรัม)
ทั้งนี้สุดแท้แต่ภาชนะที่ใช้กลั่นจะบรรจุได้มากเท่าใด ถ้าภาชนะที่ใช้บรรจุลงได้มากจะเอาอย่างละมากๆก็ได้แต่ต้องให้มีน้ำหนักเท่ากัน ไม่ให้ขาดไม่ให้เกิน

วิธีกลั่น           
การต้มกลั่นต้องใช้ภาชนะที่ทนต่อความร้อน ห้ามเอาภาชนะที่เป็นโลหะ
เท่าที่ท่านพระอาจารย์ท่านเคยทำท่านใช้ไหกระเทียมสมัยเก่าที่มาจากเมืองจีนหม้อดินก็ใช้ไม่ได้ เมื่อได้ภาชนะที่จะกลั่นมาแล้วก็เอาตัวยาทั้งสี่อย่างบรรจุลงไป ไม่ต้องผสมน้ำ ใช้กลั่นแห้งๆตามสภาพของตัวยาใช้ไหกระเทียมอีกลูกหนึ่งมาป็นภาชนะรองรับน้ำยา ใช้หลอดแก้วใสเป็นท่อต่อระหว่างปากไหทั้งสอง ถ้าไม่มีหลอดแก้วจะใช้ขวดแก้วขาวตัดก้นออกแทนก็ได้เอาก้นขวดใส่ทางปากไหที่ใส่ตัวยาเอาปากขวดใส่ทางไหที่รองรับ  ปิดปากไหทั้งสองด้วยดินเหนียวที่นวดไว้อย่างดีให้แน่นสนิท

การกลั่นต้องรักษาระดับไฟในระยะแรกต้องไม่เร่งไฟให้ร้อนเกินไปอาจทำให้
ระเบิดได้ ส่วนไหที่รองรับน้ำยานั้นก็ต้องใช้ความเย็นช่วยโดยเอาผ้าชุบน้ำคลุมไว้แล้วเอาน้ำเย็นรดให้เย็นอยู่ตลอดเวลา  เพื่อให้ไอกลายเป็นหยดน้ำและช่วยดูดไอมาจากไหที่กลั่นด้วย
           
การกลั่นยาส้มนี้ถ้าตัวยามากก็ต้องใช้เวลามากหน่อยกว่ายาจะ"จืด"ก็ต้องเสียเวลาเป็นวันหรือทั้งวันทั้งคืน ถ้าจะดูว่ายาจืดหมดหรือยังให้สังเกตที่หลอดแก้วในตอนแรกๆจะมีควันออกมาเป็นสีขาวๆ เมื่อตัวยาถูกความร้อนจัดเข้าจะละลายแล้วเดือดเต็มที่ ควันในหลอดแก้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองๆ ถ้าเร่งไฟร้อนจัดเกินไป ควันจะเป็นสีเหลืองแก่และแดง ถ้าควันในหลอดแก้วออกเป็นสีแดงเข้มมากเกินไปให้ผ่อนไฟลงหน่อย ถ้าปล่อยนานจะเผาไหม้หมดก่อนและได้น้ำยาน้อย
         
ขณะกำลังกลั่นยากำลังเดือดและไอกำลังไหลออกมาตามหลอดแก้วนั้น ไหที่รองรับน้ำยาต้องรดน้ำให้เย็นตลอดเวลา  ระวังอย่าให้น้ำที่ทำให้เย็นนั้นกระเซ็นไปถูกหลอดแก้ว แก้วจะแตกเสียก่อน   เมื่อตัวยาหมดควันในหลอดแก้วจะกลับขาวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อตัวยาหมดแล้วให้ให้ถอยไฟออก เพื่อให้ความร้อนลดลง แล้วจึงค่อยๆแกะดินเหนียวที่หุ้มปากไหออกที่ด้านไหนก็ได้แล้วแต่สะดวก ยกไหที่รองรับน้ำยาออกตั้งไว้  แล้วหาขวดมีจุกเป็นแก้วมาบรรจุตัวยาเก็บไว้ต่อไป

สรรพคุณยาส้ม          
อันยาส้มนี้เป็นยาครอบจักรวาล ใช้แก้ได้หลายอย่างเช่น

      - แผลสดมีดบาดหรือตะปูตำ
ใช้สำลีชุบยาส้มป้ายที่แผลแผลจะหาย(แต่ต้องทนแสบเอานิดหน่อย)
     - แผลเปื่อยก็ใช้ได้แต่ไม่ใช่หิดเปื่อยพุพอง
     - แผลเปื่อยพุพองเวลาใส่ยาส้มจะมีอาการแสบ เมื่อหายแสบแล้วแผลจะแห้งตกสะเก็ดหายไปเอง

ถ้าจะแก้โรคต่างๆเกี่ยวกับเลือดเป็นต้นว่าสตรีออกลูกแล้วอยู่ไฟไม่ได้หรือ
คลอดบุตรแล้วเลือดตกมากหรือเป็นมุตกิดระดูขาว,ผอมแห้งแรงน้อย,มักเป็นลมหน้า  มืดตาลายฯลฯ ให้ใช้ยาส้มผสมน้ำสะอาด(ถ้าได้น้ำฝนยิ่งดี)

พอให้มีรสเปรี้ยวเท่ากับน้ำมะนาวหรืออ่อนกว่านิดหน่อย  รับประทานวันละครึ่งถ้วยแก้ววันละสามเวลา รับไปเรื่อยๆจะหายเป็นปกติ โรคเกี่ยวกับสตรีนั้นใช้ได้ผลมาก

อนึ่งโรคปวดท้องเกี่ยวกับมดลูกแลอื่นๆใช้เห็นสรรพคุณมามากแล้ว
ถ้าเป็นตาแดง,เจ็บตา,ตาแฉะ ให้เอายาส้มผสมน้ำให้มีรสพอรู้สึกเปรี้ยว
หยอดตาจะหายเจ็บ,หายแฉะ,หายจากเป็นตาแดง ตามลำดับ
         
การใช้ยาส้มรักษาโรคภายนอก
นอกจากรักษาแผลแล้วยังแก้อสรพิษต่างๆได้ดีอีกด้วย เป็นต้นว่า
ตะขาบกัด,แมลงป่องต่อย,ปลาดุกยักษ์ก็เอายาส้มใส่แก้ได้

ถ้าถูกพิษตะขาบหรือแมลงป่องใช้เข็มบ่งปากแผลให้มีเลือดออกนิดหน่อยเสียก่อนแล้วเอายาส้มใส่ที่แผล ความเจ็บปวดและอาการพิษอื่นๆจะหายในทันที
         
สำหรับแก้ปวดฟันแมงกินฟันรากฟันเน่า ใช้สำลีชุบยาส้มแปะที่รูของฟันหรือรากฟันที่เน่า อาการปวดจะหายเป็นปลิดทิ้ง  ฟันเป็นรำมะนาดและลิ้นเป็นซางก็ใช้ยาส้มใส่ได้ผลดี
ลิ้นเปื่อยเป็นแผลก็เช่นกัน
อนึ่งสำหรับโรคเกี่ยวกับฟันจะใช้กากของยาส้ม(ที่เหลืออยู่ในไหที่ใช้กลั่น)
ก็ได้ กากนี้นำมาบดใช้แทนยาสีฟันก็ดี

การเก็บรักษา       
ตัวยาส้มเป็นกรดชนิดหนึ่งจะบรรจุในภาชนะที่เป็นโลหะต่างๆไม่ได้
เช่นสังกะสี หรือ ดีบุก ถ้าเอายาส้มใส่จะทะลุภายใน 5 -10นาที
ต้องใช้ภาชนะที่เป็นแก้วด้วย อย่าใช้ฝาจุกอย่างอื่นยาจะกัดผุหมด

หมายเหตุ
***ถ้ายาส้มหยดถูกเสื้อผ้าให้รีบเอาไปซักน้ำโดยเร็ว มิฉะนั้นผ้าจะขาด
การใช้ยาส้มรักษาโรคต่างๆนั้นห้ามใช้ตัวยาล้วนๆ
นอกจากใช้รักษาแผลและแก้พิษร้ายต่างๆ ตามธรรมดาต้องเจือน้ำหลายเท่า
เวลามีคนมาขอท่านพระอาจารย์มักจะให้ยาที่เจือจางไว้ก่อนแล้ว
ไม่ใช่ให้ตัวยาล้วนๆเพราะเกรงว่าเอาไปใช้ไม่ถูกจะเกิดอันตรายขึ้น
โดยเฉพาะการใช้ในโรคตาต้องเจือน้ำให้อ่อนที่สุด
เพียงมีรสเปรี้ยวนิดหน่อยเท่านั้น

          คัดจากหนังสือ "อนุสรณงานศพพระอาจารย์ฝั้น  อาจารเถระ"
                                           21 มกราคม2521
https://solardogwp.wordpress.com/2009/08/13/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1-%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%90/

วิปัสนาภาวนา

พระตุ๋ย ชาคโร กับ Sroikaew Phromsungnoen และคนอื่นๆ อีก 3 คน
13 มีนาคม 2015
@ หญิง
ภาวนา นั้น มี๒ ส่วนคือ
๑ สมถะภาวนา และ
๒วิปัสนาภาวนา
การทำจิตให้สงบนั้นคือการทำ
" สมถะภาวนา "
จะศึกษาในกรรมฐาน ๔๐ เป็นเบื้องต้นก็ได้
แยกเป็น
กสิณ ๑๐
อนุสติ ๑๐
ศพ ๑๐
เบ็ดเตล็ดอีก ๑๐
อีกส่วนของการ ภาวนา ที่สำคัญคือ
" วิปัสนาภาวนา "
ส่วนนี้คือแก่นของ พุทธ
หาไม่ได้จากข้างนอก พุทธ
เราจึงควรให้ความสำคัญกับ
วิปัสนาภาวนา ..
อย่างมาก
การรู้เห็นตามสภาพความจริงว่า
สิ่งทั้งหลาย
เมื่อเกิดมีขึ้นล้วนต้องแตกดับ ยังไม่แน่นอน
ว่าจะตั้งได้.. ทนนาน ..อย่างที่คิดไหม
สิ่งทั้งหลายล้วนมีการเปลี่ยนแปลง
..แม้จะมีสภาพเดิมอยู่ขณะนี้ ..
แต่ที่สุดแล้วความเสื่อมที่เกิดมีขึ้น
ตลอดเวลาย่อมทำให้สิ่งนั้น
แตกดับไปในที่สุด
สิ่งทั้งหลายมิใช่สิ่งที่ใครคนใดจะเข้าไปควบคุม บังคับบัญชาเอาอย่างใจ
ตามต้องการได้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น
ล้วนมี
ปัจจัย ..ที่ก่อ
เหตุ ..นั้นขึ้น ซึ่งจะเกิดเป็น
ผล ..ตามมาและเป็น
ปัจจัย.. ให้เกิด
เหตุ.. ใหม่..ขึ้นอีกตามด้วย
ผล..
เป็น ..วัฎฎะ
เป็น ..สังสาร
ที่ไม่จบ ..ไม่สุด ..ไม่สิ้น
สิ่งเหล่านี้หรือ ที่คู่ควรกับ
การแสวงหาของผู้คน
ร่างกายเรา กายเขา
เป็นแค่การย่อย การแยก
การสร้าง การรวม ของธาตุอาหารที่
เรากิน-เราดื่ม ได้จาก
กินพืช กินสัตว์ กินแร่ธาตุ
ที่มีอยู่ในธรรมชาติ
เป็น เห็ด เป็นหมู เป็นพืชผัก
ถ้าไม่เอาเข้าไป เนื้อหนังของ
..เรา..จะมาจากไหน เอาของเขามา
แล้วกลับยึดว่านี่คือ ... เรา...
การเห็นว่า เป็น
ตัวกู - ของกู นี้มีตั้งแต่เมื่อไร
ตั้งแต่ เมื่อเรายึด ธาตุ ส่วนกลาง
หรือของโลก ว่าเป็นตัวเรา
เมื่อนั้นคือ ..ทุกข์
ตั้งแต่เมื่อเรายึด สิ่งของ เครื่องประดับ
ว่านี่ ของเรา ..ก็ทุกข์
ตั้งแต่เรายึดคนนั้น คนนี้ว่า นี่คนของเรา
ลูก เมีย ผัว พ่อ แม่ เพื่อน ฯลฯ ตามหลังคำ
เหล่านี้ว่า ของเรา
มันย่อม..ทุกข์ ..แน่นอน
เพราะอะไร
เพราะสิ่งเหล่านี้ คนเหล่านั้น
มีสภาพที่คงสภาพเดิมไม่ได้
มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
เสื่อมตลอดเวลา
แม้มองด้วยตาไม่เห็น
แต่ ไม่รู้หรือ ว่า
ความเก่า ในข้าวของ
ความแก่ตัว ในคน
นั้นมีอยู่จริง และมีอยู่ตลอดเวลา
มันต้องจากเราไป หรือ ร้ายกว่านั้นคือ
เราต้องจากมันไป
หากเรายอมรับความจริง
ว่าสิ่งต่างๆ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
มันจะแตกดับ พังลง เราก็จะไม่ทุกข์
กับมันอีกต่อไป เพราะเรารู้แล้วว่า
เราไม่ใช่มัน
มันไม่ใช่ของๆเรา
เมื่อเราถ่าย ..อุจจาระออกมา
แล้วเราไม่คิดว่ามันเป็นส่วนนึงของเรา
เราทิ้งไป มันก็ ไม่ทุกข์
แต่ถ้าเราอยากเก็บไว้ไปทำปุ๋ย
เมื่อมีคนเอาไป เราจะทุกข์ไหม
ทุกข์เกิด เพราะ ยึดไว้ถือไว้
ว่านี่เรา
นี่ของเรา
แม้จิตมันจะยังไม่เชื่อตามการชี้นำของเรา
ในขณะนี้ แต่เราดูความจริงของ
ไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้น
บ่อยๆซ้ำๆ ความจริง..ในข้อเท็จจริง นี้
จะทำให้จิตเกิด การยอมรับในที่สุด
เมื่อนั้นความโปร่งโล่งเบา จะเกิดขึ้นกับ
ใจของเรา
การสงบระงับการ ปรุงแต่ง ของจิตใจ
เป็น ..สุข ..
อย่างยิ่ง
Piengjai Sutthirugsa กราบขอบคุณค่ะหลวงพี่ ช่วงนี้มีความไม่สบายใจ ตอนปฏิบัติบุญ 10 ก็นั่งสงบใจ และนึกคิดว่า มันเกิดขึ้นมา แล้วมันก็จะผ่านไป รู้เหตุแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะแก้เหตุได้รึเปล่าค่ะ ...จะอ่านและนำมาคิดนะคะ...ปล. ภาพน่ากลัวจังค่ะ เห็นภาพประมาณนี้แล้ว กลัว ปวดหัว บางภาพอยากอาเจียนน่ะค่ะ   13 มีนาคม 2015 เวลา 13:41 น
พระตุ๋ย ชาคโร อาการ คลื่นไส้ ทางกาย นี้เกิดจากจิต ที่เข้าไปยึดถือว่านี่ คือของล้ำค่าของเรา เราไม่ได้เห็นว่ามือเขา แต่ยึดว่านี่มือเรา เหมือนดูหนัง แต่เราเองนั่นแหละที่รับบทพระเอก นางเอกอยู่ สุข ทุกข์ไปตามหนัง ละคร ที่เราดู สิ่งที่เห็น พิจารณาตามความเป็นจริงจะรู้ว่านี่ไม่ใช่มือ
นี่เป็นเพียงภาพรูปมือ
เป็นเพียงแสง
เป็นเพียงสี ..เท่านั้น
นี่คือผลงานของจิตเรา
ที่บอกให้เราหวงกาย

ปฐมบท ของความทุกข์ทั้งหลาย
ตามดู .. จิต .. ของตน
จะพ้น .. บ่วง .. ของมาร

คุณ Iut Tui ร่วม รายงาน บุญ ๑๐

Iut Tui12 มีนาคม 19:37
ร่วม รายงาน บุญ ๑๐ (กา) ในวันที่ สามารถทำ ได้
๑ (ไก่) อ่อนน้อม ถ่อมตน
กาย - กราบเบญจางคประดิษฐ์
วาจา - กล่าวในใจว่า
ขอบูชาอภิวาท พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วย /// ปทุมทอง (ใช้จินตภาพ)
ขอบูชานมัสการ พระธรรม ด้วย /// มะลิแก้ว (ใช้จินตภาพ)
ขอบูชานอบน้อม พระสงฆ์ ด้วย /// มาลัย ๖ สี (ใช้จินตภาพ)
แดง ดำ คล้ำ ข้าว ขาว ใส ใจ - สร้างจินตภาพด้วยของบูชานั้นๆ

๒ (งู) แข็งขันช่วยการงาน ///เช็ดรูปพระพุทธฯ

๓ (เด็ก) ทาน ///
วัตถุทาน ตั้งใจไว้ในการนำอาหารที่มีในวันรุ่งขึ้นให้ ผู้มีคุณ
ตลอดถึง สัตว์ที่จะให้ได้
อภัยทาน ละความไม่พอใจที่มีในระหว่างวันออกโดยพิจารณาอารมณ์
ที่เกิดขึ้น
ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งดี ที่ควรมีไว้ในครอบครอง
ธรรมทาน ทวนเครื่องมือความจำ เลขนูร้อย-บอลพัน เพื่อนำไปถ่ายทอดให้คน
อื่นต่อไป

๔ (หนู) ศีล
ระลึกถึงศีล ข้อที่หย่อนไป ก็ตั้งใจในเรื่องนั้นให้มากขึ้น

๕ (ใบไม้) ภาวนา
สมถะ /// บังคับดวงสว่าง "ภาพปาฏิหาริย์กสิณแก้วสมบูรณ์"เลื่อน ขึ้น-ลง
เดินแนวแถบแสง ตามจังหวะการหายใจเข้า-ออก
วิปัสสนา ///
วิปัสสนาญาณ ๙
๑. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นความเกิดและความดับ
๒. ภังคานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นความดับ
๓. ภยตูปัฎฐานญาณ พิจารณาเห็นสังขารเป็นของน่ากลั
๔. อาทีนวานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นโทษของสังขาร
๕. นิพพิทานุปัสสนาญาณ พิจารณาสังขารเห็นเป็นของน่าเบื่อหน่าย
๖. มุญจิตุกามยตาญาณ พิจารณาเพื่อใคร่จะให้พ้นจากสังขารไปเสีย
๗. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ พิจารณาหาทางที่จะให้พ้นจากสังขาร
๘. สังขารุเปกขาญาณ พิจารณาเห็นว่า ควรวางเฉยในสังขาร
๙. สัจจานุโลมิกญาณ พิจารณาอนุโลมในญาณทั้ง ๘ นั้น เพื่อกำหนดรู้ในอริยสัจ

๖ (ม้า) อนุโมทนากับ
๑ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒ พระปัจเจกะพุทธเจ้า
๓ พระอนุพุทธเจ้า
๔ สุตตพุทธเจ้า
๕ ทุกรูป-นาม ที่ประพฤติบุญ

๗ (ยักษ์) ฟังธรรม
“ บัณฑิตรู้ข้อแตกต่างระหว่างความประมาทกับความไม่ประมาท
จึงยินดีในความไม่ประมาท อันเป็นแนวทางของพระอริยะ ”

๘ (แหวน) แสดงธรรมขอเชิญโอปปาติกะ มาฟังธรรม
“ บัณฑิตนั้น รู้ว่าความประมาทคือ คือความเข้าใจว่าชีวิตนี้ไม่ใช่สิ่งแน่นอนว่า
จะมีชีวิตได้อีกยาวนานเท่าใด หากอ้าง ร้อน หนาว หิว กระหาย ง่วง เพลีย แล้ว
ผลัดวันประกันพรุ่ง นั่นคือสิ่งที่จะต้องเสียใจภายหลังได้เพราะหมดโอกาสแล้วที่จะ
ทำความดี เรารู้ว่าเรายังมีโอกาสทำความดีได้ เฉพาะปัจจุบันขณะเท่านั้น
แม้นาทีข้างหน้า เราหรือใครๆ ก็ไม่อาจมีใครรู้ได้เลย
ว่าสิ่งที่เราไม่ปรารถนานั้นจะมาถึงเมื่อไร

ส่วนคนพาล หรือคนไม่รู้นั้น ย่อมเกียจคร้านเป็นนิจ เพราะไม่เคยคิดว่าชีวิตเป็น
ของไม่แน่นอน แต่มักคิดเข้าข้างตัวเองว่า ว้นนี้ยังอยู่ พรุ่งนี้ก็ยังอยู่เหมือนวันนี้
ทั้งที่ทุกคนต้องตาย แต่พวกเขาไม่เคยมีมุมมองว่าตัวเองจะต้องตาย แม้รู้ว่ามีคนตาย
ทุกวัน แต่คนพาลกลับไม่เคยสามารถมองย้อนเข้ามาหาตัวเองได้เลย
ว่าเขาก็จะต้องตายเหมือนกัน
เมื่อเขาคิดว่าชีวิตนี้ยังอีกนาน จึงยังไม่คิดจะรีบในการทำความดี
มักจะคิดว่ารออายุมากก่อนจึงเข้าวัด ปฏิบัติธรรม
นี่คือความคิดของคนพาลโดยแท้
พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ ความไม่ประมาทว่าเป็นธรรมที่มีคุณค่าสำคัญมาก
เป็นธรรมที่เสมือน รอยตีนสัตว์ใหญ่อย่างช้าง ที่สามารถครอบรอยตีนของสัตว์เล็
ทั้งหลายได้หมด
บัณฑิตผู้ไม่ประมาท ย่อมระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ แม้พระองค์
ก็ทรงระลึกถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
หากใครมิใช่คนพาล เขาก็ควรระลึกถึงความตาย อยู่เสมอ
เมื่อไรประมาท เมื่อนั้นคือคนพาล เขาคือคนที่ตายแล้ว
การมีชีวิตอยู่ของเขา สูญประโยชน์ไปในทันที เพราะคำนี้เพียงคำเดียว
คำว่า ประมาท ท่านทั้งหลายรู้สึกตัวรึยังว่า
ท่านก็จะมีชีวิตที่จะต้องหมดไปเช่นกัน
วันนี้ท่านพร้อมสำหรับกาลนั้น... แล้วรึยัง?


๙ (อ่าง) ทำความเห็นให้ถูกตรง
เบื้องต่ำ /// ทวนในใจว่า ทาน ยัญ สังเวย ... มีผล
ผลกรรม ...เป็นตาม กรรม
พ่อ แม่ ...มีคุณแก่เรา
ชาตินี้-ชาติหน้า ...มี
โอปะปาติกะ ...มี
พระอรหันต์ ...บรรลุธรรมได้จริง
เบื้องสูง /// พิจารณา
พิจารณา ไตรลักษณ์
อนิจจัง ชีวิตในแต่ละวัน แต่ละนาที ไม่มีความแน่นอนว่ายังจะมีชีวิตได้
อีกนานเท่าไหร่
ทุกขัง ทุกวัน ทุกนาที ร่างนี้ก็เสื่อมสภาพลงไปเรื่อยๆ ต้องถึงจุดที่แตกสลายในที่สุด
หนีไม่ได้ ไม่ว่าใคร
อนัตตา เราไม่อาจควบคุมกายนี้ - ใจนี้ ให้เป็นไปตามความพอใจของเราได้เลย

๑๐ (กา) อุทิศบุญ ผลบุญใดที่ได้ทำในครั้งนี้ขออุทิศ ให้ ๓ กลุ่ม คือ
๑ ผู้มีคุณ พ่อ, แม่, ครู, ผู้ให้ความสุขกาย - สบายใจ
๒ ผู้มีโทษ ที่เคยได้ล่วงเกิน -ชีวิต -ร่างกาย -ทรัพย์สิน -คนรัก หรือชวนไปทางอบายมุข
๓ ผู้ไม่มีคุณ-ไม่มีโทษ โอปะปาติกะทั้งหลายที่ปรารถนาส่วนบุญ

นับคำข้าว เช้า มุม(๖๖)

บันไดขั้นที่ ๑ เราเรียกว่าบ้นไดหรือไม่?

กราบ กราบ กราบ
กราบนมัสการค่ะ
ทำบุญได้ง่ายๆ 10 ข้อ 10 นาที ก่อนนอน
บุญกา บัว.ด.กุ๊ก
ก.อ่อน กราบพระรัตนตรัย และสวดมนต์
กายกราบ วาจาเอ่ยในใจ ใจมโนภาพ
-พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ (สร้างภาพดอกบัวทองขึ้นในใจ)
- ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ (สร้างภาพดอกมะลิแก้วขึ้นในใจ)
- สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ (สร้างภาพมาลัย 6 สีขึ้นในใจ)
ง.แข็ง เช็ดทำความสะอาดพระ
ด.ทาน
ด.ก ทานสิ่งของ เอาสตางค์หยอดกระปุกแล้วรวมไปทำบุญ ในวันที่เหมาะสม
ด.ง อภัยทาน
ทำความรู้สึกและกล่าว(ในใจหรือเปล่งเสียงออกมา) " หากในใจข้าพเจ้ามีความรู้สึกโกรธ ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ ใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ใดๆ หลงเหลืออยู่ก็ตาม ทั้งโดยรู้ตัว
และไม่รู้ตัว ข้าพเจ้าขอยกสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นออกจากใจให้หมดอย่าให้เหลืออะไรคั่งค้างอยู่อีกต่อไป และ ข้าพเจ้าจะให้ความปลอดภัยแก่ทุกชีวิตที่อยู่ในอาณาเขตที่ข้าพเจ้า
ดูแลได้ ขอยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน "
ด.ด ธรรมทาน (ความรู้ ทางโลก) ตามข้อ ย
น.ศีล
ตั้งใจรักษา ศีล 5 ตลอดชีวิต
ตั้งใจศึกษา + รักษา กุศลกรรมบถ ๑๐
บ.ฟังธรรม จักร ๔
ม.ทำความเห็นถูกตรง สัมมาทิฏฐิเบื้องต้น + สัมมาทิฏฐิเบื้องสูง
การอยู่ในประเทศอันสมควร ย่อมมี โอกาสได้ประพฤติธรรม และประกอบสัมมาอาชีพได้โดยสะดวกและปลอดภัย ทั้งได้มีโอกาสคบหาสมาคมกับสัตบุรุษ ได้รับคำแนะนำตักเตือนให้ปฏิบัติ ในทางที่ถูกต้อง เมื่อได้รับคำแนะนำแล้ว ก็ได้ตั้งตนไว้ชอบ เช่นตั้งอยู่ในศีล ฯลฯ หากได้เคยสร้างบุญกุศลไว้
ในชาติ ก่อน หรือปีก่อน เดือนก่อน วันก่อนมาก บุญนั้นจะรวมกับบุญที่ทำในปัจจุบัน เป็นกำลังพัดผันให้หมุนไปสู่ความเจริญ
ย.แสดงธรรม
กล่าว "ขอเชิญ วิญญาณที่รับรู้ได้มาฟังธรรมค่ะ"
จักร ๔ เป็นเหมือนล้อทั้ง ๔ ของรถซึ่งหมุนไปพร้อม ๆ กัน พัดพาบุคคลผู้ปฏิบัติให้ไปสู่ความเจริญ ยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนถึงที่สุด.
๑. ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในประเทศอันสมควร.
๒. สัปปุริสูปัสสยะ คบสัตบุรุษ.
๓. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ.
๔. ปุพเพกตปัญญตา ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในปางก่อน.
ธรรม ๔ อย่างนี้ ดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ.
ว.ภาวนา
สมถ เลื่อนดวงไฟที่องค์พระ
วิปัสนา ดูนิวรณ์ 5 เปลี่ยนแปลงตามกฎไตรลักษณ์
อ.อนุโม
ทำความรู้สึกและกล่าว "ข้าพเจ้ายินดีกับการทำความดีของทุกผู้คนในวันนี้กับโพธิสัตว์ ทุกองค์ พระอรหันต์สาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสัมมา
สัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่สืบทอดสัจธรรม จนมาถึงเราในวันนี้ ข้าพเจ้าเห็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งดี ที่ข้าพเจ้าจะ ประพฤติ ปฎิบัติตาม"
กา.อุทิศ
ทำความรู้สึกและกล่าวอุทิศ "ข้าพเจ้าขออุทิศบุญ แก่ผู้มีพระคุณ บรรพบุรุษทุกชาติภพ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ คนที่เคยช่วยเหลือ อุปถัมภ์ ญาติและเพื่อนๆ
เจ้ากรรมนายเวร และคนที่เป็นกลางๆ หากใครปรารถนาส่วนบุญของข้าพเจ้า ขอเชิญท่านเข้ามาหา ข้าฯยินดีช่วยทุกรูปนาม "
นับคำข้าว (12 มี.ค. 58)
ช = งง
ท = เงิน
พระตุ๋ย ชาคโร ทำความเห็นให้ถูกตรง เบื้องต้นเป็นเรื่องผลของกรรมใช่ไหม แต่เบื้องปลายไม่เห็นกล่าวถึง ก็แปลว่ามีแต่ เบื้องต้นรึเปล่า

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

การเล่นโป้งแปะ กับนิวรณ์๕

* การเล่นโป้งแปะ กับนิวรณ์๕
เป็นเพียงกุศโลบายทำจิตให้สงบ...จัดเป็นสมถะ
แต่หากพิจารณา เห็นว่า
แม้แต่นิวรณ์ที่เกิดขึ้นนั้น
ก็...
ไม่เที่ยง
ไม่ทน
ไม่แท้
จึงจัดเป็นวิปัสนา
ด้วยเห็นไตรลักษ์
ดีแล้วนะ...สาธุ

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

สิ่งไม่ควรใส่บาตร


สิ่งไม่ควรใส่บาตร
- เนื้อสัตว์ ต้องห้าม ๑๐
- ของไม่ใช่อาหาร
- เนื้อดิบ- อาหารที่ไม่สุก
(ข้าวสารนี่สุกพร้อมฉันแล้วหรือ ไม่  ?)-

ใน เมณฑกสูตร
ทรงอนุญาต ให้หาเสบียงได้เช่น ถั่วเขียว
แต่ข้าวดิบห้ามรับ(ยังเถียงกันอยู่ว่า หมายถึง ข้าวเปลือก หรือข้าวสาร แต่สงฆ์ หุงข้าวไม่ได้แน่ๆ อยู่แล้ว)การหาเสบียง ไม่ได้แปลว่าต้องเอามาใส่ที่ในบาตร
ตอนบิณฯคนละเรื่อง คนละเวลากันในความเห็นของพระ
คือพระ ปฏิเสธ การรับข้าวดิบที่เขาใส่มาตอนบิณฑบาตร เพราะ
บาตรไม่มีหูจับ หมายถึงเราจะไม่หุงหาอาหาร อย่างที่ฆราวาส ทำอีกต่อไปแล้วจะเหมาะกว่าถ้า สึกออกไปหุงหากินได้เอง
จะได้ไม่ต้องเดิน บิณฑบาตร ด้วยบาตรคือหม้อที่ไม่มีหูนี้ ใยจะให้กลับงอกหู เพื่อไว้จับได้อีกเล่า ไม่ใช่ฐานะอันควรภาษาควรรัดกุม
 
โดย พระตุ๋ย  ชาคโร

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

ยังเห็นด้วยไม่ได้ ว่า ทาน หรือ ศีล ให้ผลแค่สวรรค์

     แม้พระพุทธเจ้าทรงตรัสเองในบางเรื่อง การรีบตัดสินใจเชื่อ อาจนำไปสู่ความผิดพลาดก็เป็นไปได้ หากพระองค์ตรัสเรื่องเดียวกันนั้นในที่อื่น เรื่องอาจเป็นอย่างอื่นไปทั้งนี้เนื้อความที่ทรงแสดงนั้นเป็นไปตาม วาสนา บารมี ที่ไม่เท่ากันของ บุคคลที่พระองค์ทรงโปรด  เช่น

     หากเราได้เห็นพระสูตรนึงว่า สัมมาทิฐฐิ มี ๑๐ ประการในความเชื่อระดับที่มีกิเลส เราก็เชื่อไปอย่างนั้น จนเราต้องไปทะเลาะกับคนอื่นที่เขาพูดว่าไม่ใช่อย่างนั้น สัมมาทิฏฐิ หมายถึงระดับ ของการหลุดพ้นเท่านั้น

     แต่มาเจออีกคน ก็มาพูดอีกว่าสัมมาทิฏฐิ อยู่ในเรื่อง มรรคมีองค์ ๘ ก็ว่าไปอีกอย่างนึงอีก ทั้งระดับที่มีกิเลส หรือพ้นกิเลสนี้ห่างกันมาก จนต่างกันคนละขั้วแต่ พระองค์ก็ตรัสไว้ อย่างนั้นจริงๆ เพราะความต่างกันของบุคคลที่ฟัง เรื่องนี้จะอ่าน จากที่ น เขียนไว้ก็ได้ หรือ ของพระ เองก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ เหมือนกัน

     ครั้งนึง พระสารีบุตร กล่าวว่า แม้พระองค์ทรงตรัสเอง ข้าพระองค์ก็ยังไม่เชื่อ จนกว่าจะได้ลองพิสูจน์แล้วเห็นผลจริง (เนื้อความประมาณนี้นะ แต่ตัวอักษรคงไม่เป๊ะ) ภิกษุทั้งหลายต่างก็ตำหนิ พระสารีบุตร ที่ถือตนว่าเป็นอัครสาวก แล้วกล่าวเช่นนั้น ขณะที่ภิกษุทั้งหลายตำหนิ  แต่ พระพุทธองค์กลับทรงสรรเสริญ ว่านั่นชอบแล้ว ครั้งแรก พระ ก็คิดไปว่า พระองค์อาจจะทรงไว้หน้าพระสารีบุตร แต่ พอมาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ในหลายครั้งที่ตัวเองเห็นต่างกับคนอื่น แล้วถกเถียงกัน ที่ไหนได้ เราอ่านเรื่องเดียวกันในคนละที่ ดังนั้น พวกเราควรระวังเรื่องนี้กันไว้ให้ดี อย่าเพิ่งรีบสรุปเชื่อ เพราะอ่านคัมภีร์เดียว แล้วจะยิ่งไปกันใหญ่ หากอ่านจาก อรรถกถา ไม่ว่าท่านจะอยู่ในยุคนี้ที่คนนับถือไปทั้งโลก

    หรือท่าน จะยิ่งใหญ่กว่าใครทั้งหลายในอดีต เพราะ ท่านก็รู้ได้ไม่ทั้งหมดในปัญญาของพระองค์   การฟังสิ่งใดจึงควรพิจารณาให้ดี ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะรีบสรุปเอาอย่างที่ฟังนั้นว่าถูกต้องดีแล้ว

     การให้ทาน แม้จะมีสิ่งเลวเจือปนอยู่ในจิตใจที่หวังอยากได้นั่น ได้นี่ หรือเพื่ออยากอวด  แต่ยังไงก็ตาม การให้ทานก็ยังเป็นสิ่งดีอยู่ดี เป็นการปลูกเพาะ บ่มนิสัยให้เกิดความดีขึ้นไปทีละเล็กละน้อย

   คำว่า บารมี นี่ต้องใช้เวลาสะสมตัวนะ

  ไม่ใช่ของที่จะเกิดขึ้นได้ในข้ามคืน ตัวอย่าง พระองค์ทรงใช้ สี่ อสงไขย แสนกัปป์

  ลองดูว่า พระสารีบุตร พระอัญญาโกณทัณญะ หรือ อรหันต์องค์อื่นๆ ท่านใช้กี่กัปป์ในการสร้างบารมี

     เราคงไม่หวัง จะสร้างงานที่ยิ่งใหญ่ได้ใน กระพริบตาเดียว ความดีก็เช่นเดียวกัน ค่อยเป็นค่อยไป

     แม้เพียงการให้ทานนี้ หากเราให้กับท่านที่เป็นสัตบุรุษ การให้ทานในครั้งนั้น

     ของเรา จะไม่ได้มีผลแต่เพียงแค่ สวรรค์ เท่านั้นนะ เพราะท่านเหล่านั้นที่เราได้สมาคมด้วยแล้ว ท่านย่อมพัฒนาตัวของเรา ให้ดีมากขึ้น มีปัญญามากขึ้นอย่าง

     เราไม่อาจประเมินค่าได้เลย คงจำ เนื้อความในมงคลสูตรกันได้นะ

     คือ ๑ ไม่คบคนพาล  ๒ คบบัณฑิต เพียงแค่คบยังเป็นมงคล จะต้องพูดอะไรอีกถ้าถึงขนาดให้ทานกับบัณฑิต เพราะบัณฑิตนั้นไม่ใช่พาล เขา ย่อมมีความกตัญญูสูง กัลยาณมิตรผู้นั้น ย่อมทำให้เรามีปัญญามากขึ้นๆ จนถึงที่สุดได้ในปลายทาง


   ส่วนเรื่องศีล หากใครประพฤติ ปฏิบัติตามศีลของตนไป ศีลนั้นจะพาเราไปจุดหมายใด หรือ? ได้เพียงแค่สวรรค์ อย่างที่กล่าวไว้หรือไม่ ?

  ลองดูจุดมุ่งหมาย ทั้ง ๑๐ ประการที่พระองค์ทรงบัญญัติศีลพืพ ใน ๒ ข้อนี้ดูนะคือ

-         เพื่อ ปิด กั้น อาสวะที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน

-         เพื่อ ป้อง กัน มิให้อาสวะจะเกิดขึ้นในอนาคต

   เราพอเห็นอะไร บางอย่างไหม แม้เพียง ศีล ก็สามารถทำให้อาสวะ คือกิเลสละเอียดเครื่องหมักหมมในจิตบางลงได้ เช่นนี้ผลจะเป็นอย่างไร อย่าได้มีใครประมาทสติปัญญาของพระพุทธองค์เลย นะ เพราะศีล ในศาสนานี้มีพระองค์เดียวเท่านั้นที่จะทรงบัญญัตติศีลได้

    ปาฏิโมกข์ศีล นั้นคือ ทางแห่งวิโมกข์ ทำไมใคร กลับคิดว่า ผลได้แค่ สวรรค์ หนอ รู้ไหมว่าวิโมกข์ หมายถึงอะไร

     ไม่ว่า ทาน หรือ ศีล นั้น เป็นบารมีที่จะต้องมีของผู้บำเพ็ญ บารมี ทั้งนั้น

     บุญ ไม่ได้ มีแค่ ทาน หรือ ศีล มีทั้ง สิบประการ บุญในความเห็นของพระเป็นอาการ เป็นการกระทำ แต่ กุศล นั้น เป็นคุณภาพของตัวจิต ใครจะเห็นเรื่องนี้เป็นอย่างไร ก็เรื่องของเขา พระยังเห็นด้วยไม่ได้ ว่า ทาน หรือ ศีล ให้ผลแค่สวรรค์ แม้แต่ ทานอย่างเดียว ก็มีรายละเอียดอย่างมหาศาลแล้ว มีผู้ที่ได้ศึกษาเรื่องทาน ได้บอกว่า พระองค์ทรงเทศน์ให้ อนาถฯ เรื่องเดียว คือ ทาน แต่ผลเราคงทราบกันดีแล้วว่า ท่านเป็น พระอริยบุคล เรียบร้อยแล้ว

      
      โดย พระตุ๋ย ชาคโร