วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บุญ ๑๐ // น้องเอก //

๑๒  ก.ค.  ๕๙
กราบนมัสการพระอาจารย์
สวัสดีเพื่อนธรรมทุกท่านครับ
ขอส่งบุญ10 ข้อแสดงธรรม

           อธิกรณวรรค
   ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอธิกรณ์ใด

ที่ ภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็น

โจทก์ ยังมิได้พิจารณาตนด้วยตนเอง

ให้ดี ในอธิกรณ์นั้น พึงหวังได้ว่าจัก

เป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ เพื่อการมีวาจา

หยาบคาย เพื่อความร้ายกาจ

และภิกษุทั้งหลาย จักอยู่ไม่ผาสุก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนในอธิกรณ์

ใด ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้

เป็นโจทก์ พิจารณาตนด้วยตนเอง

ให้ดี ในอธิกรณ์นั้นพึงหวังได้ว่า

จักไม่เป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ

จักไม่เป็นไปเพื่อการมีวาจาหยาบ

จักไม่เป็นไปเพื่อความร้ายกาจ

และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ผาสุก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ต้อง

อาบัติ ย่อมพิจารณาตนด้วยตนเอง

ให้ดีอย่างไรคือ ภิกษุผู้ต้องอาบัติ

ในธรรมวินัยนี้ย่อมสำเหนียกดังนี้ว่า

เราแลต้องอาบัติอันเป็นอกุศล

อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายแล้ว

ฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงได้เห็นเราผู้ต้อง

อาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใด

อย่างหนึ่งด้วยกายถ้าเราจะไม่พึง

ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใด
อย่างหนึ่งด้วยกาย ภิกษุนั้นก็จะไม่
พึงเห็นเราผู้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศล

อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย

ก็เพราะเหตุที่เราต้องอาบัติอันเป็น

อกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย

ภิกษุนั้นจึงได้เห็นเราผู้ต้องอาบัติ
อันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย

กาย ก็แหละภิกษุนั้นครั้นเห็นเรา

ผู้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใด

อย่างหนึ่งด้วยกายแล้ว เป็นผู้ไม่ชอบใจ

ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ชอบใจได้ว่ากล่าว

เราผู้มีวาจาไม่ชอบใจเราผู้มีวาจา

ไม่ชอบใจถูกภิกษุนั้นว่ากล่าวแล้ว

ย่อมไม่ชอบใจเมื่อไม่ชอบใจ ได้บอก

แก่ผู้อื่นว่า ด้วยเหตุนี้ โทษในเหตุนี้

จึงครอบงำ แต่เฉพาะเราคนเดียว

เท่านั้น เหมือนกับในเรื่องสินค้า โทษ

ครอบงำ ผู้จำต้องเสียภาษี ฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ต้องอาบัติ

ย่อมพิจารณาตนด้วยตนเองให้ดีด้วย

ประการฉะนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้เป็นโจทก์
ย่อมพิจารณาตนด้วยตนเองให้ดีอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เป็น
โจทก์ในธรรมวินัยนี้ ย่อมสำเหนียก

ดังนี้ว่า ภิกษุนี้แลต้องอาบัติอัน

เป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย

กายแล้วฉะนั้นเราจึงได้เห็นภิกษุนี้

ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใด

อย่างหนึ่งด้วยกายถ้าภิกษุนี้จะไม่พึง

ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใด

อย่างหนึ่งด้วยกายเราจะไม่พึง

เห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศล

อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายแต่เพราะ

เหตุภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศล

อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายเราจึง

ได้เห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็น

อกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย

ก็แหละเราครั้นได้เห็นภิกษุนี้ต้อง

อาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง

ด้วยกายแล้ว เป็นผู้ไม่ชอบใจ

เราเมื่อเป็นผู้ไม่ชอบใจได้ว่ากล่าว

ภิกษุนี้ผู้มีวาจาไม่ชอบใจ ภิกษุนี้มี

วาจาไม่ชอบใจ เมื่อถูกเราว่ากล่าว

อยู่เป็นผู้ไม่ชอบใจ เมื่อเป็นผู้ไม่ชอบใจ ได้บอกแก่ผู้อื่นว่า ด้วยเหตุนี้ โทษในเหตุนี้จึงครอบงำแต่เฉพาะเรา

คนเดียวเท่านั้นเหมือนกับในเรื่องสินค้า โทษครอบงำผู้จำต้องเสียภาษี ฉะนั้น

      ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้เป็นโจทก์

ย่อมพิจารณาตนด้วยตนเองให้ดีด้วย

ประการฉะนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ในอธิกรณ์ใด ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติ

และภิกษุผู้เป็นโจทก์ ยังไม่ได้พิจารณา

ตนด้วยตนเองให้ดี ในอธิกรณ์นั้น

พึงหวังได้ว่าจักเป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ เพื่อความมีวาจาหยาบคาย เพื่อความ

ร้ายกาจ และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ไม่ผาสุก ส่วนในอธิกรณ์ใด ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติ

และภิกษุผู้เป็นโจทก์พิจารณาตนด้วย

ตนเองให้ดีในอธิกรณ์นั้น พึงหวังได้

ว่าจักไม่เป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ จักไม่เป็นไปเพื่อความมีวาจาหยาบคาย จักไม่เป็นไปเพื่อความร้ายกาจ และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ผาสุก ฯ

            ครั้งนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่ง

เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค

ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน

ไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ

เป็นปัจจัย ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้

เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย

ทุคติ วินิบาต นรก

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุแห่งการประพฤติไม่สม่ำเสมอ

คือ ประพฤติเป็นอธรรม สัตว์บางพวก

ในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป จึงเข้าถึง

อบาย ทุคติวินิบาต นรก ฯ

            พ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ

ก็อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้สัตว์บาง

พวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อม

เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

            ภ. ดูกรพราหมณ์ เพราะเหตุแห่งการประพฤติสม่ำเสมอ

คือ ประพฤติเป็นธรรม สัตว์บางพวก

ในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป

จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

            พ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่

พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์

แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศ

ธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือน

หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทาง

แก่ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด

ด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป

ฉะนั้นข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม
กับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ
ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่า
เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

            ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชานุสโสณี

เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน

ไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ

เป็นปัจจัย ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้

เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก พระผู้มีพระภาคตรัส

ตอบว่าดูกรพราหมณ์ เพราะกระทำด้วย เพราะไม่กระทำด้วย สัตว์บางพวก

ในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป

จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ

            ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ

ก็อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้สัตว์บาง

พวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

            พ. ดูกรพราหมณ์ เพราะกระทำ

ด้วย เพราะไม่กระทำด้วย สัตว์บางพวก

ในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้า

ถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

            ชา. ข้าพระองค์ย่อม ไม่รู้ทั่วถึง เนื้อความแห่งภาษิต ที่ท่านพระโคดมตรัส

แล้วโดยย่อได้โดยพิสดาร ขอประทาน

พระวโรกาส ขอท่านพระโคดมจงทรง

แสดงธรรมโดยที่ข้าพระองค์จะพึงรู้ทั่วถึง

เนื้อความแห่งภาษิตที่ท่านพระโคดมตรัส

แล้วโดยย่อได้โดยพิสดารเถิด ฯ

            พ. ดูกรพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น

ท่านจงฟัง จงตั้งใจให้ดี เราจักกล่าว

พราหมณ์ชานุสโสณีได้ทูลสนองพระดำรัส

ของพระผู้มีพระภาคแล้ว

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธวจนะ

ดังนี้ว่า ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคน

ในโลกนี้ย่อมทำแต่กายทุจริต

มิได้ทำกายสุจริต ย่อมทำแต่วจีทุจริต

มิได้ทำวจีสุจริตย่อมทำแต่มโนทุจริต

มิได้ทำมโนสุจริต

ดูกรพราหมณ์ เพราะกระทำด้วย

เพราะไม่กระทำด้วย สัตว์บางพวก

ในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป

ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก

ดูกรพราหมณ์ ส่วนบุคคลบางคน

ในโลกนี้ ย่อมทำแต่กายสุจริต
มิได้ทำกายทุจริต ย่อมทำแต่วจีสุจริต

มิได้ทำวจีทุจริต ย่อมทำแต่มโนสุจริต

มิได้ทำมโนทุจริต ดูกรพราหมณ์
เพราะกระทำด้วย เพราะไม่กระทำด้วย สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตาย

ไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

            ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ

พระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดม

ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย
เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ

เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า

คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้นข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม
กับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ
ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่า
เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

อธิกรณวรรคที่ ๑

        เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐  บรรทัดที่ ๑๓๗๔ - ๑๕๖๓.  หน้าที่  ๖๐ - ๖๗.
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=20&A=1374&Z=1563&pagebreak=0

กา. ทำความเห็นให้ถูกตรง
สัมมาทิฏฐิเบื้องต้น
๑. ทานที่ให้มีผลจริง
    อภัยทาน

การไม่คิดที่จะเบียดเบียผู้อื่น

และสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นมีผลจริง
    ธรรมทาน   

การให้ธรรมมะเป็นทาน มีผลจริง

๒. บูชามีผลจริง
ทั้งการบูชาด้วยสิ่งของ

และการปฎิบัติตัว

๓. พลีมีผลจริง
เสริมกำลังเรา

( แขก,ญาติ,,เทว,ราช,เปรต)

๔. กรรมดีกรรมชั่วมีผลจริง
ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

๕. โลกนี้มี  
๖. โลกหน้ามี   
    ดูกรพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมทำแต่กายทุจริต มิได้ทำกายสุจริต ย่อมทำแต่วจีทุจริต มิได้ทำวจีสุจริตย่อมทำแต่มโนทุจริต

มิได้ทำมโนสุจริต ดูกรพราหมณ์

เพราะกระทำด้วย เพราะไม่กระทำด้วย สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก

๗.คุณมารดามีจริง

๘.คุณบิดามีจริง
๙.โอปปาติกะมีจริง
๑๐.พระอรหันต์ผู้สามารถรู้แจ้งนั้นมีจริง

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บุญกา ข้อแสดงธรรม ย-ย-บ่อ

กราบนมัสการพระคุณเจ้าค่ะ
สวัสดีพี่น้องเพื่อนธรรมทุกท่านค่ะ

ขออนุญาตน้อมนำส่งบุญข้อแสดงธรรม
วันพฤหัสบดีที่ ๗ กรกฎาคม พ.ค.๒๕๕๙

บุญกา ย-ย-บ่อ

อ.แสดงธรรม

:พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์:

๑๗๐ หัวใจศีลของพระ (๑๕๐)

ปัญหา ศีลของภิกษุมี ๒๒๗ ข้อ ถ้าภิกษุล่วงละเมิดสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง จะเป็นอันตรายแก่มรรคผลหรือไม่?

พุทธดำรัสตอบ
“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิกขาบท ๑๕๐ ถ้วนนี้มาสู่อุเทศทุกกึ่งเดือน (มีการสวดท่ามกลางสงฆ์ทุกกึ่งเดือน)
ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาประโยชน์ศึกษากันอยู่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิกขา ๓ นี้ ที่สิกขาบท ๑๕๐ นั้นรวมอยู่ด้วยทั้งหมด สิกขา ๓ นั้นเป็นไฉน

คืออธิศีลสิกขา ๑ อธิจิตสิกขา ๑ อธิปัญญสิกขา ๑ สิกขา ๓ นี้แล ที่สิกขาทบ ๑๕๐ นั้นรวมอยู่ด้วยทั้งหมด.....

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำพอประมาณในสมาธิ ทำพอประมาณในปัญญา

เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร
เพราะไม่มีใครกล่าวความเป็นคนอาภัพเพราะล่วงสิกขาบทนี้ แต่ว่าสิขาบทเหล่าใด เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน
และเป็นผู้มีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น
สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

เธอเป็นพระโสดาบัน... เป็นพระสกทาคามี... เป็นพระอนาคามี.... เธอทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน....

ภิกษุทำได้เพียงบางส่วน ย่อมให้สำเร็จบางส่วนผู้ทำให้บริบูรณ์ ย่อมให้สำเร็จได้บริบูรณ์อย่างนี้แล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสิกขาบททั้งหลายว่าไม่เป็นหมันเลยฯ”

เลขสูตรที่ ๒ ติ. อํ. (๕๒๖)
ตบ. ๒๐ : ๒๙๗-๒๙๘ ตท. ๒๐ : ๒๖๑-๒๖๒
ตอ. G.S. I : ๒๑๑-๒๑๒

http://www.84000.org/true/170.html

            ตรงกับสัมมาทิฐิ เบื้องต้น ๑๐.พระอรหันต์พระพุทธเจ้าผู้สามารถรู้แจ้งเห็นจริงทั้งโลกนี้และโลกหน้า ด้วยตนเอง แล้วสอนผู้อื่นให้พ้นทุกข์มีอยู่จริง

              สัมมาทิฏฐิ เบื้องปลาย
     ๑. ความรู้ในทุกข์ – ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ;  ขันธ์๕ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ๕ อย่าง
ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ
วัฏสงสาร>กรรมเก่า - กรรมใหม่  ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่
ชาติ ชรา มรณะ ความทุกข์โทมนัส ความโศก ความคับแค้นใจ ความเวียนว่ายตาย เกิด ไม่มีที่สิ้นสุด

      ๒. ความรู้ในทุกข์สมุทัย -เหตุให้เกิดทุกข์ ; >กรรมเก่า กรรมใหม่ การเวียนว่ายในวัฏสงสาร คือการปรากฎขึ้นแห่งกองทุกข์ วิญญาณย่อมเข้าไปตั้งอาศัยใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร
ด้วยอำนาจแห่งนันทิและราคที่มีในนั้น  >การเกิด>ภพใหม่  ความไม่รู้อริยสัจ4 ความอยากในตัณหา๓  

     ๓. ความรู้ในทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) ;คือ  ความดับแห่งกรรม ดับตัณหา๓
ความรู้ในอริยสัจ๔

     ๔. ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ทางดับทุกข์)
มัชฌิมาปฏิปทา อริยมรรคมีองค์๘ คือแนวทางแห่งการดับทุกข์

นับคำข้าว ย/ย/บ่อ -๗/๗/๕๙

ช-กัด  ๑๓
ท-งา ๒๐

กล่าวคำอธิษฐาน หลังการทำบุญกาฯลฯ
กราบ กราบ กราบ

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ใยไม่มุ่ง ให้ตรงทาง


  • พระตุ๋ย ชาคโร
    11/5/2016 16:33
    พระตุ๋ย ชาคโร
    สัตว์นรก เปรต
    เ ด รั จ ฉ า น
    เจ้าตัวสุดท้าย นี่เกิดด้วยความหลง ด้วยไม่มีสติ
    จิตคุณภาพใด ก็ไปภพนั้น นะ คงไม่อยากจะไป
  • พระตุ๋ย ชาคโร
    11/5/2016 16:36
    พระตุ๋ย ชาคโร
    บางพวกก็ติดใจในรสชาดอาหาร
    ก็ต้องอยู่อีกนาน เพราะติดใจ กลับมาเอาใหม่ในของชอบใจ
    ชอบอะไร มันจะมีให้ได้ทุกวันหรือ ?
    วันนี้สุขเพราะมี วันหน้าก็ตัองทุกข์เพราะ ไม่มี
    คิดหรือว่าจะมีไปได้ตลอด
    คนลำบาก มีมากมาย คนสบาย มีนอดเดียว
    นิดเดียวว
    พูดแต่เรื่องดี หรือ ?
    ทำแต่กรรมดี หรือ ?
    คิดแต่เรื่องดี หรือ?
    หากไม่ใช่ ผลในส่วนไม่ดีนี่ไม่มีหรือ ?
    เราจะขอรับส่วนเดียว คือ ส่วนดี
    เกิดใหม่ไม่จบ ก็ต้องพบเข้าสักวัน
    อบาย
    ชาตินี้โชคดีได้ฟังทางรอดจากพระองค์
    ใยไม่มุ่ง ให้ตรงทาง
    เกิดใหม่ในยุคสิ้นศาสนา
    นึกหรือว่าครั้งนั้นจะโชคดี
    อบาย ไม่ได้มีแต่ นรกนะ อย่างอื่นก็มี

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

นึกหรือว่าครั้งนั้นจะโชคดี


  • พระตุ๋ย ชาคโร
    16:36
    พระตุ๋ย ชาคโร


    บางพวกก็ติดใจในรสชาดอาหาร
    ก็ต้องอยู่อีกนาน เพราะติดใจ กลับมาเอาใหม่ในของชอบใจ
    ชอบอะไร มันจะมีให้ได้ทุกวันหรือ ?
    วันนี้สุขเพราะมี วันหน้าก็ตัองทุกข์เพราะ ไม่มี
    คิดหรือว่าจะมีไปได้ตลอด
    คนลำบาก มีมากมาย คนสบาย มีนอดเดียว

    นิดเดียวว

    พูดแต่เรื่องดี หรือ ?
    ทำแต่กรรมดี หรือ ?
    คิดแต่เรื่องดี หรือ?
    หากไม่ใช่ ผลในส่วนไม่ดีนี่ไม่มีหรือ ?
    เราจะขอรับส่วนเดียว คือ ส่วนดี

    เกิดใหม่ไม่จบ ก็ต้องพบเข้าสักวัน
    อบาย

    ชาตินี้โชคดีได้ฟังทางรอดจากพระองค์
    ใยไม่มุ่ง ให้ตรงทาง
    เกิดใหม่ในยุคสิ้นศาสนา
    นึกหรือว่าครั้งนั้นจะโชคดี

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ต้นกระทกรก (8/5/59)

     สมุนไพรใกล้ตัว (8/5/59)

               ต้นกระทกรก

รสและสรรพคุณ

# ทั้งต้น    รสเมาเบื่อ  เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้โรคเหน็บชา ขับปัสสาวะ  ขับเสมหะ  แก้ไอ  แก้บวม

#  ใบ     รสเมาเบื่อ     โขลกพอกฆ่าเชื้อบาดแผล   แก้โรคผิวหนัง   หิด

#  ผล   หรือเมล็ด     ผลสุกรสหวาน   บำรุงปอด  แก้ปวด  ผลดิบ   รสเมาเบื่อ

# ดอก   รสเมา  

 ขับเสมหะ   แก้ไอ

วิธีและปริมาณที่ใช้

      ๑.ยาบำรุงหัวใจ

และแก้โรคเหน็บชา   โดยใช้ทั้งต้นสับเป็นชิ้นแล้วตาก

แดดให้แห้ง ประมาณ ๑ กำมือ  หรือ ประมาณ ๑๕-๒๐ กรัม  นำมาเติมน้ำ ๓  แก้ว (๗๕๐ ซีซี)  ต้มเคี่ยวให้เหลือน้ำ ๒ แก้ว กรองเอาน้ำดื่ม

        ๒. รักษาหิด

 

ใช้ใบสด ๑กำมือ ตำโขลกให้ละเอียดผสมน้ำเล็กน้อย ใช้ทาหรือพอกบริเวณที่เป็น วันละ ๓-๔ ครั้ง

* ข้อควรระวัง

-ใบสด  มีสารพิษ  ทำให้เกิดอาเจียนได้  (บางคนใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก ต้องลวกหรือต้มให้สุกก่อนสาร

พิษจึงจะสลายไป) ห้ามกินดิบ

– ต้นสด ทั้งต้น รสเมาเบื่อ    มีสารพิษ ซึ่งพิษจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อน

https://docs.google.com/document/d/1RvyudtgnH8cj4LyUq2rMo6h3MXtAcEUJG3ynAtCof3A/edit?usp=docslist_api

น้ำในปล้องไม้ไผ่ (8/5/59)

     สมุนไพรใกล้ตัว (8/5/59)

          น้ำในปล้องไม้ไผ่

                 สรรพคุณ

ช่วยขับสารพิษ ออกจากร่างกาย

ขับกรดยูริค ขับหินปูน ขับปัสสาวะ

“ช่วยสลายนิ่ว” บำรุงไต แก้กระษัย

ปวดเมื่อย

ช่วยรักษาระบบทางเดินปัสสาวะ

แก้ไข้ป่า มาลาเรีย

# ของดีจากป่าใหญ่

น้ำในปล้องไม้ไผ่ นั้นมีกรดสามารถ

วัดค่าได้ถึง 5-6ph ในตอนแรกๆ แต่เมื่อแช่ตู้เย็นแล้วจะเหลือ 4-5ph

แต่ถ้าอยู่ในอุณภูมิปกติจะอยู่

ได้ 4-5 ช.ม เท่านั้น

และน้ำเริ่มจะมีรสเปรี้ยวเพราะเขามี

จุลินทรีย์. แต่การเก็บนานทำให้คุณภาพต่ำลง.

# ลักษณะอาการนิ่ว

ถ้าหลังจากที่ดื่มน้ำในปล้องไม้ไผ่

ถ้าร่างกายกายมีอาการ ปวดเมื่อย

รู้สึกล้าๆตามร่างกาย หรือมีอาการ

ฉี่ขัด,ฉี่ขุ่น(สีเหมือนน้ำแป้ง)

ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นการ

แสดงของร่างกายเพื่อจะขับของเสีย

แต่ถ้าร่างกายมี เม็ดนิ่ว เมื่อถูขับ

ออกบางครั้งก็ทำให้ปวดลงขา

หรือสะโพก บางทีก็ปวดหลัง

ปวดเอว ถ้านิ่วที่หลุดออกมามี

ขนาดใหญ่

หรือมีก้อนที่รูปทรงหยักๆก็จะฉี่ออกมาสีแดงแสบมาก

(มีเลือดปนออกมาด้วย)

ซึ่งแต่ละคนอาจจะมี
อาการแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ
ขนาดของเม็ดนิ่ว ด้วย

และบางครั้ง

ก็จะมีอาการครั่นเนื้อ ครั่นตัว

เหมือนจะเป็นไข้ แต่ลองวัดไข้ก็ไม่

ขึ้น..

-->หมายเหตุ..แต่ถ้าร่างกายมีนิ่ว
มาก และขนาดเม็ดนิ่วใหญ่ ก็จะเกิดการอักเสบ
ในท่อปัสสาวะได้บางครั้งจะมี
ไข้ร่วมด้วย..

แต่ถ้า ทานแล้วไม่มีอาการใดๆก็
แสดงว่าท่านสุขภาพดีอยู่แล้ว....

*สาเหตุการเกิดนิ่ว

-การทานน้ำน้อย,อั้นฉี่

(ใน1วันต้องทานน้ำ2ลิตรให้เพียง

พอต่อการขับของเสียของร่างกาย)

-ร่างกายขาดธาตุฟอสฟอรัส

-ทานน้ำที่มีหินปูนในแหล่ง

น้ำที่ต่างๆ

# ในเวลาที่พระภิกษุ ท่านได้ไปจาริกในป่า ก็จะมีโยม

ถวายน้ำจากปล้องไม้ไผ่ เพื่อ

ช่วยขับหินปูนจากการก่อนหน้า

นี้ฉันน้ำตามห้วยต่างๆ

โดยนำปล้องไม้ไผ่ที่มีน้ำอยู่ไป

เผาไฟ ก็จะเพิ่มสรรพคุณทางยา

ได้อีก เวลาจะฉันก็จะเติมน้ำตาล

เพิ่ม ก็จะได้รสชาติ ที่แปลกดี

แต่ยังคงมีกลิ่นหอมของไผ่อยู่..

--->(จากการบอกเล่าการจาริก

ในป่าและกราบขออภัย”พระอาจารย์ตุ๋ย ชาคโร”

หากเป็นการไม่สมควร)

*สาเหตุ ที่เติมน้ำตาล ด้วยเพราะ

น้ำในปล้องไผ่ จะช่วยขับหินปูน

กับนิ่วได้ ตัวน้ำตาลจะเป็นตัวช่วย

เชื่อมไต ลดการอักเสบในเยื่อไต

ได้ดี

พร้อมกับเป็น น้ำกระสายยาในตัว

เพื่อทำให้ น้ำในปล้องไม้ไผ่ออกฤทธิ์ได้ไวขึ้นอีกด้วย..

# การเกิด“พิมเสนในปล้องไม้ไผ่”

คือ เกิดขึ้นตามธรรมชาติในป่า
ที่มีน้ำในปล้องไม้ไผ่ พอนานเข้า

น้ำในปล้องนั้นแห้งลง เป็นลักษณะนี้หลายๆครั้งก็จะทำให้เกิดเป็น
“พิมเสนในปล้องไม้ไผ่”
ขึ้น สามารถนำมาทำยาได้

มีสรรพคุณ : ขับหินปูน,ขับนิ่ว ขับปัสสาวะ,บำรุงธาตุ,ขับลมในข้อ
บำรุงหัวใจ แก้ตาต้อต่างๆ ตาแดง..

** สรุป สิ่งนี้เกิดจาก

ภูมิปัญญาไทยท้องถิ่น ที่ถ่ายทอด จากรุ่นสู่รุ่น ที่มีประโยชน์มาก ..

อ้างอิง จากการจาริกในป่า
และรูปภาพ ประกอบเอกสารของ
“พระอาจารย์ตุ๋ย ชาคโร”

https://docs.google.com/document/d/1htqzYtNQm2qVKM4EiwmodE_ILTIw9PJyR2I2mwk3y_c/edit?usp=docslist_api

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

สร้างสุขที่ไม่เสื่อม


  • Sroikaew Phromsungnoen
    17/1/2016 11:05
    Sroikaew Phromsungnoen
    @พธ ไลน๋
    /////// พระ. ///////

    หากเรายึดเอา ของเสื่อมได้ เช่น ของรัก หรือ คนรัก มาเป็นที่ตั้ง เพื่อความสุข ของเรา

    นั่นคือการ ... มีความสุข บนความเสื่อม ในไม่ช้า ความทุกข์ จะต้องเข้ามา เพราะ สิ่งสร้างสุขนั้นๆ ต้องเสื่อม และ สลาย ลงไปในที่สุด เพียงแค่รอเวลา

    หากไม่อยากทุกข์ ด้วยสิ่งนั้นจากเราไป หรือเราต้องจากมันไป
    ก็ควรจะสร้าง ความสุข ที่ไม่เสื่อม ด้วย ... อย่ายึดสิ่งใด เพื่อ ผูกพัน อีกต่อไป
    เมื่อยังยึดสิ่งใดไว้ ไม่มีเลย จะไม่ทุกข์ เพราะ สุขที่ มีมานั้นมันไม่ทน
    และมีน้อยคน จะเข้าใจ .